ชาวสวนบนเกาะภูเก็ตขอความเป็นธรรมจากนายก อภิสืทธิ์ เวชชาชีวะ
คนจนเวลาไม่ได้รับความเป็นธรรม มันจุกอกหายใจไม่ออก เฝ้าถามตัวเองว่าเพราะเกิดมาจน จึงไม่ได้รับความเป็นธรรม
ข้าพเจ้าด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจในวาสนาที่ฝันว่าจะได้มีโฉนดจากที่ดินที่ทํามาหากินมาด้วยความสุจริตเเละยังอุทิศที่ผ่ากลางที่ให้เป็นทางสาธารณะด้วยใจที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันข้าพเจ้ายังมีกําลังใจเพราะข้าพเจ้าเชี่อในกรรม ดีที่ทํามาตลอดเเละข้าพเจ้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินของข้าพเจ้าไม่ติดที่ป่าหรือที่รกร้าง ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนเเละขอถามท่านนายกว่า ทำไมถึงมีการรับรองเเนวเขตครบทุกด้านรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการ ตามกฎกระทรวงฉบับที่43 มีมติว่า สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลงเเละที่ดินข้างเคียงไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามเเต่อย่างใดและข้าพเจ้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ประกาศครบ30วันไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดิน พิสูจน์ไม่ได้ว่าสค1 จดที่ว่างเปล่าทําไม.ข้าพเจ้าต้องกันระยะที่ดินออกไป5ไร่ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ทําผิด..และหากเจ้าหน้าที่ที่ดินเชื่อว่าสค1-ของข้าพเจ้าจดป่า ทําไมถึงออกประกาศ 30 วันไม่มีผู้โต้เเย้งสิทธิซึ้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกโฉนด
ซึ้งตามกฎหมาย ในเมื่อข้างเคียงมิได้ใช้สิทธิ์คัดค้านนำชี้เขตหรือนำรังวัดหรือให้ถ้อยคำต่าง ๆก็ต้องพิจารณาว่ามีกฏหมายหรือระเบียบให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ซึ่งก็คือตามนัยดังกล่าว
ระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินเเปลงนี้
บั
ระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินเเปลงนี้ บันทึกข้างเคียงเปลี่ยนเเปลง( ทด 16) ดูเอกสาร
ตามข้อ15(1)เเละ(2)ตามกฎกระทรวง ฉบับที่43 2537ออกตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมาลกฎหมายที่ดินพศ2497เเละข้อ6วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรังวัดปลักหลักหมายเขตที่ดินพศ2527
โฉนดที่ดิน สีส้ม มีถนนตรงกลางข้าพอุทิศให้เป็นทางสาธรณะ
สีฟ้า ช้างเคียงโดยรอบ ในสค1 เขียนว่า
ชึ้งใน สค 1ระบุว่า ทิศเหนือจด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ได้ออก นส 3 ก
ใน สค 1ระบุ ทิศใต้จด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ที่ครอบครอง นาย รัตน์ ดูเอกสาร
ใน สค 1ระบุ ทิศตะวันออก จด ที่ดินนายไข่ ไชยศรี
ปัจุบัน ข้อเท็จจริง จด ที่ดินนายไข่ ไชยศรี
ใน สค 1ทิศตะวันตกจด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ที่ครอบครอง นางพรวิไล
ขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย
1. รับบัตรคิวจากประชาสัมพันธ์
2.ชี้ระวางแผนที่
3. รับคำขอ สอบสวน ชำระเงินค่าธรรมเนียม
4. ฝ่ายรังวัดดำเนินการ นัดทำการรังวัด กำหนดตัวช่างรังวัด
5. ค้นหารายชื่อเจ้าของที่ดินข้างเคียง และพิมพ์หมายข้างเคียง
6. รับหมายแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียง วางเงินมัดจำรังวัดรับหลักเขตที่ดิน
ข้างเคียงลงชื่อรับรองเเนวเขตครบทุกด้านถูกต้องดูเอกสาร รับรองสําเนาถูกต้องโดยที่ดิน
7. ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัด พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ที่ดิน8. คำนวณเนื้อที่ และเขียนรูปแผนที่โฉนดที่ดิน
9. เจ้าพนักงานที่ดินประกาศการแจกโฉนดที่ดิน 30 วัน
ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้าน
10. ประกาศแจกที่ดินให้ปิดในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอท้องที่ ที่ทำการแขวงหรือที่ทำการกำนันท้องที่และในบริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ สำนักงานเทศบาลอีกหนึ่งฉบับ
ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้าน
11. เสนอเรื่องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครองหรือกรณีเนื้อที่เกิน 50 ไร่ ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินที่เเปลงนี้มีสค1
12. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ตรวจสอบกรณีที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้
คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลง ดูเอกสาร
-ป่าไม้รับรองไม่ติดอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ดูเอกสาร ทั้งนี้ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือผู้ใดโต้แย้งสิทธิในที่ดินถ้าข้อเท็จจริงจดป่าป่าไม้ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดน157เพราะไม่โต้เเย้งสิทธิเเละเป็นหนึ่งในคณะ-
กรรมการตามกฎกระทรวงตามกฎ43ที่ลงมติรับรองที่เเปลงนี้
ที่ดินว่างเปล่าทางทิศ เหนือ ทิศใต้ เเละทิศตะวันตกซึ้งปรากฎในสค1 เเปลงนี้ ได้รับการรับรองจากผู้ปกครองท้องที่เเล้วว่าไม่เป็นที่ห่วงห้ามประเภทใดทั้งสิ้น
-มีการปักหมุดเขตเเน่นอนเเล้ว
13. เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอและแจ้งเจ้าของที่ดินมารับโฉนด
เเต่กลับออกคําสั่งให้กับผู้ขอ
"ให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด" โดยอ้างเหตุ
สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่าก็ต้องถือระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 10 ในกรณีที่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่าเเละระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฎในหลักฐานเเจ้งการครอบครองให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด
คําสั่งข้างตีนนี้ ถ้าผู้ปฎิบัติที่มีหน้าที่ต้องเข้าใจถึงขั้นตอนเเละระเบียบปฎิบัติของกฎหมายว่าอยู่ในขั้นตอนใหน ซึ้งเป็นขั้นตอนที่ปฎิบัติตามหน้าที่ตามที่กรมที่ดินใช้มานานเเล้วไม่ใช้ระเบียบใหม่ซึ้งกรมที่ดินได้ออกระเบียบลดขั้นตอนเพื่อให้ข้าราชการของกรมที่ดินได้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกกรมคงเห็นว่า ขั้นตอนที่มีอยู่นั้นท็าให้การปฏิบัคิหน้าที่งานล่าช้า เเต่ก็เกิดคําถาม ว่ากรมที่ดินสํานักมาตราฐาน มีต๋าตอบให้ประชาชนว่าเเนวทางใหนที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่ใช้กันระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 และประกาศกรมที่ดินเรื่องการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ลงวันที่ 15 กันยายน 2547
ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 ออกโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2532 ซึ่งปัจจุบันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีบางฉบับ พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2546 ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ให้ส่วนราชการดำเนินการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนลง 30-50% จากที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 และสอดคล้องตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กรมที่ดินจึงได้ออกประกาศกรมที่ดิน เรื่อง การลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 เพื่อปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน และให้บริการของกรมที่ดินมีความสะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชน สำหรับรายละเอียดของระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศกรมที่ดิน เรื่อง การลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547ตอบโดย ศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพกรมที่ดิน ราชการบริหารส่วนกลาง
14. แจกโฉนดที่ดินให้ผู้ขอ
ขั้นตอนสุดท้ายข้อ14ประชาชนจึงไม่ต้องการมาออกโฉนดกันโดยความจริงใครบ้างไม่ต้องการออกโฉนด
---------------------------------------------------------------
นายกฯประกาศเชิญชวนประชาชนทุกคนทุกฝ่าย
ร่วมเดินหน้าปฏิรูประเทศไทย" ย้ำรับฟังทุกเสียง-ทุกความคิด
วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้า แต่ความโกรธ ความเคียดแค้นและความชิงชัง ไม่สามารถสร้างอนาคตให้ประเทศไทยและลูกหลานไทยได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะปรองดองเพื่อปฏิรูปประเทศไทย รวมใจเป็นหนึ่งเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ สร้างความเสมอภาค สื่อสารถึงกันอย่างสร้างสรรค์ ค้นหาและยอมรับความจริง โดยมีการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพและโปร่งใส
เรียนท่านนายกรัฐมนตรี
เรี่อง ขอความเป็นธรรม
ข้าพเจ้านําสค1ที่ระบุระยะจดที่รกร้างว่างเปล่าทั้ง3ด้านเเละถ้าข้อเท็จจริง จดป่าหรือที่ว่างเปล่าจริงตามที่ทางที่ดินจังหวัดม ีหนังสือถึงข้าพเจ้า
โดยมีใจความว่า
"ฝ่ายทะเบียนพิจรณาเเล้ว กรณึสค1 มีข้างเคียงด้านหนี่งด้านใด หรือหลายด้านจดป่าหรือจดที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยใช้ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่12พศ (2532)ข้อ10 ได้กําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้ตามระยะที่ปรากฎในสค1เท่านั้น "เอกสารประกอบ
การที่ข้าพเจ้าได้ขอออกโฉนดโดยอาศัยหลักฐาน สค 1 ถ้าปรากฏว่าเนื้อที่ที่ทำการรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามใบแจ้งการครอบครอง (สค1) จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน (พ.ศ 2497) มาตรา ๕๙ ตรี ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้าปรากฏว่าเนื้อที่ที่ทำการรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามใบแจ้งการครอบครองตามมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.๒๔๙๗ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้เท่าจำนวนเนื้อที่ที่ได้ทำประโยชน์ ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด รวมถึง
ข้าพเจ้าด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจในวาสนาที่ฝันว่าจะได้มีโฉนดจากที่ดินที่ทํามาหากินมาด้วยความสุตริตเเละยังอุทิศที่ผ่ากลางที่ให้เป็นทางสาธารณะด้วยใจที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันข้าพเจ้ายังมีกําลังใจเพราะข้าพเจ้าเชี่อในกรรม ดีที่ทํามาตลอด
เเละข้าพเจ้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินของข้าพเจ้าไม่ติดที่ป่าหรือที่รกร้าง ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนเเละขอถามท่านนายกว่า ทำไมถึงมีการรับรองเเนวเขตครบทุกด้านรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการ ตามกฎกระทรวงฉบับที่43 มีมติว่า สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลงเเละที่ดินข้างเคียงไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามเเต่อย่างใด และข้าพเจ้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดิน พิสูจน์ไม่ได้ว่าสค1 จดที่ว่างเปล่าทําไม.ข้าพเจ้าต้องกันระยะที่ดินออกไป5ไร่ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ทําผิด..และหากเจ้าหน้าที่ที่ดินเชื่อว่าสค1-ของข้าพเจ้าจดป่า ทําไมถึงออกประกาศ 30 วันไม่มีผู้โต้เเย้งสิทธิซึ้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกโฉนดที่ิ ดินเเละที่สําคัญ ก็ต้องเเจ้งความดําเนินคดีกับ คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 ที่ีมีต้วเเทนที่ดินจังหวัด ร่วมอยู่ด้วย ในข้อหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เเ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ (ม 157)เพราะที่ดินเชื่อว่าสค1เเปลงนี้จดที่ว่างเปล่าช้าพเจ้าไม่ต้องการเอาผิดกับใครเพราะทุกคนก็มีครอบครัวที่ต้องดูเเลเเต่ไม่อยากให้คนอื่นๆต้องมาเจอปัญหาเช่นนี้คนจนเวลาไม่ได้รับความเป็นธรรม มันจุกอกหายใจไม่ออก เฝ้าถามตัวเองว่าเพราะเกืดมาจน จึงไม่ได้รับความเป็นธรรมเห็นชัดว่าถูกเเต่ทําอะไรไม่ได้ หรือว่านี้คือปัญหาที่ได้ยินตามวิทยุว่า
ปฏิรูปประเทศไทยร่วมกันเเก้ไขจะได้ปฏิบัติเป็นมาตราฐานเดียวกัน
ด้วยความเคารพอย่างสูง
จรัญ หนูพู่
ขอความเป็นธรรมขั้นพี้นฐาน
ประชาชนจึงมีคําถาม
"ให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด" โดยอ้างเหตุ
สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่าก็ต้องถือระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 10 ในกรณีที่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่าเเละระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฎในหลักฐานเเจ้งการครอบครองให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด ถือว่าเจ้าหน้าที่ ดำเนินการรังวัดออก โฉนด. โดยมิชอบ
เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษทางวินัยและอาญาเมื่อดูแล้ว ไม่ปรากฎว่ามีประเด็นว่าเป็นที่หลวงหวงห้าม แต่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ประชาชนย่อมมีสิทธิ์เข้าไปครอบครองโดยเปิดเผยครับแม้ที่ว่างเปล่าได้สละการครอบครอง ผู้ครอบครองต่อมาย่อมได้รับ"สิทธิ์ครอบครอง"แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่ง และสามารถนำที่ดินนั้นไปขอออกโฉนด โดยมิได้แจ้งการครอบครองได้เพราะไม่ใช่ที่หลวงหวงห้าม ซึ่งเป็นข้อห้ามการออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินการพยายามบอกกับสังคมว่าเป็นที่หลวงต้องเอาคืน ไม่มีตรงไหนที่บอกว่า เป็นที่หลวง....มันเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบซึ่งมีหลากหลายสาเหตุแต่ที่ดินที่เข้าไปทำประโยชน์นั้น หากเป็นคนไทยเข้าไปทำประโยชน์โดยเปิดเผยต่อเนื่อง ย่อมได้สิทธิ์ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งฯอยู่แล้วการออกเอกสารสิทธิ์ให้เป็นเพียงเป็นการรับรองโดยทางราชการเท่านั้นเองคนเรียนกฎหมายย่อมซึมซับเรื่องสิทธิ์ในที่ดินและเอกสารสิทธิ์ เค้ารู้ว่ามันเป็นคนละเรื่องส่วนเจ้าของในปัจจุบันได้สิทธิ์นั้นโดยการครอบครองแล้วครับเพราะได้สิทธิ์ในที่ดินด้วยการเข้าทประโยชน์แล้วออกโฉนดได้ ไม่มีปัญหา...เป็นโฉนดใหม่นะครับ...( แต่จะเป็นโฉนดหลังแดง ห้ามโอน ห้ามซื้อขายภายใน 10 ปี เพราะไม่ได้แจ้งการครอบครอง )หากมีการเดินสำรวจทั้งตำบล ก็ขอออกโฉนดได้ นำทำการรังวัดได้เลยหากไม่มีการเดินสำรวจทั้งตำบล สามารถรอขอออกใบจอง แล้วนำใบจองไปขอออกโฉนดเฉพาะรายที่สำนักงานที่ดินโฉนดเก่า หรือ นส. 3 ก. เก่า ก็ยกเลิกไปเรื่องเอกสารสิทธิ์ กับสิทธิครอบครอง เป็นคนละเรื่องกันก่อนออกโฉนดใหม่หลังจากทำการสอบสวนและทำการรังวัดใหม่แล้ว ต้องปิดประกาศ 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้าน ก็ออกได้เลยหากมีผู้ร้องค้าน ก็จะเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยที่สำนักงานที่ดินหากตกลงกันได้ก็จบ ออกโฉนดได้ หากเจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าผู้ร้องค้านไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็สั่งออกโฉนดได้ ( เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดิน )กรณีนี้หากผู้ร้องคัดค้านเห็นว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ก็ไปร้องต่อศาลเอาเอง
กรณีที่ 2 หากผู้ร้องคัดค้านไม่ยินยอม เจ้าพนักงานที่ดินเห็นตามผู้ร้องคัดค้าน ก็จะไม่ออกโฉนดให้ ( เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินเช่นกัน )ผู้ขอออกโฉนดก็นำเรื่องร้องต่อศาล...สุดท้ายศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าที่ดินดังกล่าว สามารถออกโฉนดให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ท้ายที่สุดเรื่องจะไปจบลงที่ศาลทั้งนั้น หากเป็นไปตามนี้..เพราะมิใช่ กันระยะโดยเหตุ"ทับที่หลวง" แต่เป็นเรื่องออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบซึ่งยังคงมีที่ดินบางแปลงมีกรณีพิพาทกันอยู่เจ้าหน้าที่ จะเป็นฝ่ายเสียหายซะเองยิ่งมาตอกย้ำว่า...สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่า ต้องกันระยะ
ซึ้งตามกฎหมาย ในเมื่อข้างเคียงมิได้ใช้สิทธิ์คัดค้านนำชี้เขตหรือนำรังวัดหรือให้ถ้อยคำต่าง ๆก็ต้องพิจารณาว่ามีกฏหมายหรือระเบียบให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ซึ่งก็คือตามนัยดังกล่าว
กรณีปัญหาที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ เเต่เเนวทางปฎิบัติเเตกต่างจากจังหวัดภูเก็ต
ด้านนายจำลอง โพธิ์เพชร หัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย เปิดเผยว่า ที่ดินงอกกับที่ดินเพิ่มไม่เหมือนกัน ข้อเท็จจริงเป็นการเพิ่มจากการรังวัดตามแนวเขตที่ดิน ซึ่งตามแนวเขตในหนังสือส.ค.1 ได้แสดงลักษณะผังที่ดินประกอบไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่การรังวัดเป็นโฉนดที่ดินต้องใช้วิธีการตรรกะ (การคำนวณกราฟ) ปักหมุดตามหลักเขต ฉะนั้นรูปที่ดินในโฉนดที่ออกมาจะเปลี่ยนไปตามแนวที่วัดได้และส่วนที่เพิ่มมา ต้องเป็นไปตามเขตที่ดินดังกล่าว
นายจำลองกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่การรังวัดโฉนดเป็นไปได้ทั้งเนื้อที่ลดหรือเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ต้องเป็นไปตามการรังวัดของเจ้าหน้าที่ และต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงเซ็นชื่อรับทราบยอมรับในแนวเขตดังกล่าว อย่าลืมว่าที่ดินบนเกาะสมุยมีราคาแพงคงไม่มีใครยอมให้คนอื่นมาบุกรุกกินเนื้อที่ของตนไปแน่ และหากเจ้าของที่ข้างเคียงไม่ยอมเซ็นชื่อก็ออกโฉนดให้ผู้ขอไม่ได้
สื่อมวลชลให้ความสนใจในเรื่ิองนี้
ละเอียดข่าว |
|
หนังสือพิมพ์เสียงใต้รายวัน ประจำวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ.2553... ขอเชิญชวนพสกนิกรร่วมกันแสดงถึงความจงรักภักดีและลงนามถวายพระพร... สำรวจตัวเลขยื่นคำร้องขอกรรมสิทธิ์ที่ดินบนเกาะภูเก็ต 1,400 ราย ที่ออกเอกสารไม่ได้ เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับ“เกาะภูเก็ต”หลายมาตรฐาน อย่างที่“มท.3” ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ชี้ว่าเป็นปัญหา“ที่ลาดชัน-ควนเขา”...z “กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 43”ให้อำนาจ“ผู้ว่าฯ” แต่งตั้ง“คณะกรรมการ” ประกอบด้วย ที่ดิน, ป่าไม้, นายอำเภอ, พัฒนาการที่ดิน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันตรวจสอบที่ดินที่มีปัญหา และการครอบครองก่อน พ.ศ.2497 โดยเฉพาะ“ส.ค.1”...z ขั้นตอนนี้“กรมที่ดิน”ได้ประกาศให้ราษฎรที่ครอบครองขอออก“โฉนด” ปัญหาที่จะถกเป็นประเด็นว่า“ส.ค.1”ที่ดินที่ครอบครองน้อยกว่าเป็นจริง เพราะการ“เลี่ยงภาษี”...z นี่เป็นประเด็นหนึ่งของการ“คอร์รัปชัน” คือ การต่อรอง“อามิสสินจ้าง”หรือขอส่วนแบ่งส่วนที่เกินในหลายรูปแบบ ความง่ายกลายเป็นยาก หรือความยากชาวบ้านขี้เกียจรำคาญ“กำขี่ดีกว่ากำตด”เป็นเรื่องง่าย...z พูดถึง“คณะกรรมการ”ที่ผู้ว่าฯแต่งตั้ง ถือว่าร่วมฟันธงที่ดินแปลงไหนถูกหรือบุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินสาธารณะ เสนอรายงานต่อ“ผู้ว่าฯ” มิใช่ว่าการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว“อคติ”เมื่อติดเขตที่ดินของใคร เซ็นรับรองแนวเขตหรือติดเขตป่าฯ ติดประกาศ 30 วัน ใครค้านแย้งได้...z ที่เกิดขึ้น“ที่ดิน”เห็นแย้ง “ป่าไม้”ไม่มีปัญหา นายอำเภอและผู้ใหญ่บ้าน เห็นพ้อง แต่เป็นว่าการเสนอความเห็นส่วนตัวขัดต่อความเป็นจริง นี่ก็ถือว่า“ต่ำกว่ามาตรฐาน” เออ...เวรจงระงับด้วยการไม่จองเวร ชาวบ้านตาดำๆมีสิทธิ์ไหมครับ เอวังด้วยประการฉะนี้...z “โฉนดบิน” เพราะโจรในเครื่องแบบร่วมมือกัน “โกงสมบัติชาติ”ไม่อยากจะพูดมาก หรือไปสอนสังฆราช“กฎกระทรวง ฉ.43” หากเกิดการขัดแย้ง ขอให้“ผู้ตรวจกรม-กระทรวง-สำนักนายกรัฐมนตรี” ลงมาร่วมตรวจสอบ เชื่อว่า 1,400 แปลง ขุดหาความจริงได้...z ย้ายกลับมาใหญ่ นิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าฯภูเก็ตคนใหม่ (อดีตปลัดจังหวัด) คนภูเก็ต สับเปลี่ยนเก้าอี้กับ สมิทธิ์ ปาลวัฒน์วิไชย ย้ายไปเป็น รองผู้ว่าฯสุโขทัย ยินดีด้วย...z สนง. เขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต ถนัด ขวัญนิมิต ผู้อำนวยการ ย้ายไปเป็น ผอ.ฯเขต 2 พัทลุง ยกเก้าอี้ให้ ประไพ รัตนไพจิต ผอ.ฯร้อยเอ็ด คนเมืองคอนมานั่งแทน เพื่อรอเกษียณอายุ โชคดีเช่นกัน...z สนง.เหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต จัดฝึกอบรมผู้ประสานงานการจัดหาบริการโลหิต คน RH (เลือดลบ) ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน ศกนี้ 2 วัน ที่โรงแรมเพิร์ลและโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน............. กาขาว” |
วันที่ : 15 มิ.ย 2553
กรณีที่ดินจังหวัดสุราษฎร์,พังงา,กระบี่,เลย เเนวทางปฎิบัติเเตกต่างจากจังหวัดภูเก็ต
การดำเนินการในการออกโฉนดที่ดิน กรณีเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ หากกระบวนการในการรังวัดถูกต้อง ครบถ้วน ก็สามารถแจกโฉนดได้ภายในระยะเวลาของโครงการฯ แต่หากมีปัญหาในการดำเนินการของขั้นตอนการรังวัด เช่น การรับรองแนวเขตไม่ครบถ้วน ก็จะต้องส่งเรื่องราวให้สำนักงานที่ดินท้องที่ดำเนินการต่อ โดยต้องนัดรังวัดตรวจสอบใหม่ เพื่อแจ้งให้ข้างเคียงที่ดินที่ไม่ได้รับรองแนวเขตมาระวังชี้แนวเขต ถ้าหากการดำเนินการในส่วนต่าง ๆ ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็สามารถออกโฉนดได้โดยเร็ว
ตอบโดย สำนักงานที่ดินจังหวัดพังงา
ฝ่ายอํานวยการสํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่, พังงา เเละ กว จังหวัดเลย จังหวัด สุราษฎร์ ใช้ข้อเท็จจริง ต่างจากภูเก็ตยึดระยะตามสค1เป์นหลักไม่ใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นปัจุบันผมเลยไม่เข้าใจเเต่ถ้าเป็นเเนวทางปฎิบัติเดียวกันประชาชนก็จะลดภาระไม่ต้องขึ้นศาลปกครองเพราะจะไม่มีความคิดว่าจังหวัดอื่นออกให้ครบเเต่จังหวัดเราถูกตัดระยะเลยตัองไปศาลปกครองเพราะที่ดินจังหวัดเเจ้งว่าเป็นคําสั่งทางปกครองให้ไปฟ้องศาลปกครองเลยคิดในใจนี่เราอยู่กับเพี่อนคนละรัฐเหมือนในอเมริการึเปล่าเพราะกฎหมายใชัคนละฉบับที่รู้มารัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวเเบ่งเเยกไม่ได้
------------------------------------------------------------
ปปช
กรณ๊ที่ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าหรือคาบเกี่ยวเขตป่าไม้ ในชั้นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3ก. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นไปตรวจสอบแล้วและคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรออก น.ส.3ก.ให้ผู้ขอได้แล้ว ต่อมาผู้ขอได้นำหลักฐาน น.ส.3ก.ฉบับนั้นมาขอออกโฉนดที่ดิน จำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมการฯขึ้นไปทำการตรวจพิสูจน์อีกหรือไม่ อย่างไร
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นายสมนึก ไพบูลย์ เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 157 จึงมีมติให้ส่ง รายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาและอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการทางวินัยและ ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาล ต่อไป
ถ้ามาดูที่เเปลงนี้
กรณีกรณ๊ที่ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าหรือคาบเกี่ยวเขตป่าไม้ ในชั้นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นไปตรวจสอบแล้วและคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรออก โฉนด.ให้ผู้ขอได้แล้ว ต่อมาที่ิดินจังหวัดภูเก็ตได้เสนอความเห็นโดยไม่ใช้มติของคณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 เสนอผู้ว่าซึ้งเป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง 1 ใน5 ของคณะกรรมการมีที่ดินจังหวัดเป็นคณะกรรมการร่วมอยู่ด้วย ถ้าคณะกรรมการรับรองเเต่เจ้าที่ดินไม่รับรอง ดูเเล้วไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นความผิดทางวินัยเเละใข้อํานาจโดยมิชอบ
ในฐานะเป็นคนไทยขอเป็นกําลังใจให้นายกทวงคืนเเผ่นดินไทยกลับมาในเร็ววัน
วันพฤหัสบดีที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2553
การออกโฉนดในเขตพื้นที่ป่าคลองบางชีเหล้า-ท่าจีนถูกยับยั้งจากทางการ
ดีเอสไอรับคดี"เขาแพง"มีมูล ส่ง ตร.สอบคู่ขนาน เล็งเชิญ"นิพนธ์"นำสำเนาสค.1 ชี้แจงสัปดาห์หน้า
ดีเอสไอแจงกมธ.งบประมาณ คดี"เขาแพง"มีมูล ส่งให้ตร.สอบคู่ขนาน เชิญ"นิพนธ์"นำสำเนาสค.1แจงสัปดาห์หน้า "สุวิทย์"สั่งปลัด ทส.ตรวจความถูกต้อง เผยอดีตจนท.รังวัดที่ศาลสั่งจำคุก เอี่ยวออก น.ส.3กแปลงลูก"สุเทพ"ครอบครอง
กมธ.สอบภูเก็ตเทียบเขาแพง
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ได้มีการพิจารณากรณีนายสิกร ภูมิกำจร ร้องเรียนเจ้าพนักงานที่ดิน จ.ภูเก็ต ที่ไม่ออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ น.ส.3 ก ที่ดินหมู่ 2 อ.เมืองภูเก็ต ทั้งที่มีคำสั่งศาลปกครองนครศรีธรรมราช มีคำสั่งให้ออก น.ส.3 ก.ให้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเทียบเคียงกับการถือครองที่ดิน ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดย กมธ.เชิญนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายสมชาย ไชยศรี นักวิชาการที่ดินชำนาญการ เข้าชี้แจงถึงข้อกฎหมายการออกเอกสารสิทธิที่เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐาน และสาเหตุที่ไม่ออก น.ส.3 ก ให้นายสิกร
นายสมชาย ชี้แจงว่า ได้รับคำร้องและทำการรังวัดที่ดินตั้งแต่ปี 2546 แต่ที่ออก น.ส.3ไม่ได้ เพราะนายสิกรไม่แจ้ง ส.ค.1 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 กระทั่งมีกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ที่ออกเมื่อปี 2547 ระบุห้ามออกเอกสารสิทธิ์ในที่เกาะ แต่ไม่รวมถึงที่ดินซึ่งมีหลักฐานการครอบครอง ส.ค. 1 ใบจอง ใบเหยียบย่ำ หรือที่ดินที่รัฐบาลอนุมัติให้ประชาชน
ผู้ว่าฯปูดใช้อำนาจ-ปืนข่มขู่
"การจะออกโฉนดที่ดินโดยไม่มี ส.ค.1 จะทำได้ต่อเมื่อมีความจำเป็น และได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ต้องผ่านการพิจารณาพิสูจน์ว่า ต้องไม่เป็นที่ป่า ที่สาธารณะ และครอบครองมาแล้ว ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ที่ดินของนายสิกร ไม่ได้ครอบครองมาก่อนปี 2497 ที่ประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้ จึงทำให้ไม่สามารถออก ส.ค.1 ได้ และพบว่ามีการแจ้งรายละเอียดการใช้ที่ดินในปี 2505 จึงทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การนำส.ค. 1 มาแปลงสภาพเป็น นส.3ก ตามกฎกระทรวงที่ออกในปี 2547 อีกทั้งมีความลาดชันเกินร้อยละ 35" นายสมชายกล่าว
ด้านนายวิชัย ชี้แจงว่า "รู้จักกันกันดีกับนายสิกร เริ่มแรกมีผู้ใหญ่แนะนำนายสิกรให้มาปรึกษาผม นายสิกรก็พยายามดูแลผมเป็นอย่างดี แต่ได้ปฏิเสธ เพราะคงรู้ดีคนอย่างผม แม้ข้าวจานเดียวก็ไม่รับ ขอฝากด้วยว่า การทำหน้าที่ของข้าราชการกดดันมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ราคาแพง อย่าง จ.สมุทรปราการ เกาะสมุย และจ.ภูเก็ต มีทั้งกดดันด้วยอามิสและใช้อำนาจมากดดัน เอามือปืนมาขู่ และกรณีนายสิกรเป็นความโชคดีของราชการที่เราอ่านคำพิพากษาละเอียด เราปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว แต่ระเบียบมันไม่ให้ เพราะเราพบว่าที่ดินนี้แจ้งครอบครองไว้ปี 2505 ซึ่งหลังประมวลกฎหมายที่ดินปี 2497 ดังนั้น ถ้าออกให้เราตายแน่ แล้วไม่มีใครช่วยเราได้ คนไข้เรารักษาแล้ว แต่รักษาไม่ได้ เราเย็บแผลแล้ว แต่เนื้อมันเน่าแล้ว"
ที่ ฟ. ๒๕/๒๕๔๗ โดยมีสองข้อหา ข้อหาที่หนึ่ง ขอให้เพิกถอนข้อ ๑๔ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และข้อหาที่สอง ขอให้ไม่ให้นำข้อ ๑๔ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ข้างต้น มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อหาที่สองเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดจึงได้ส่งคำฟ้องเฉพาะประเด็นตามข้อหาที่สองมาให้ศาลปกครองชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามข้อ ๙๙ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ สำหรับข้อหาที่สองข้างต้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ๑ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยซื้อมาจากนายประจวบ บุญช่วย ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่มิได้แจ้งการครอบครอง และผู้ฟ้องคดีได้ครอบครอง
ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสุชาติ รักสงบ นางสายใจ ลักษณะมั่น นายประเสริฐ ชูภักดิ์ และนายยงยุทธ บุญทองคง ต่อมาได้นำที่ดินดังกล่าวไปขอออกหนังสือรับรอง
การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้ปิดประกาศ เรื่อง รังวัดออก น.ส. ๓ ก. ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ แล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ยังไม่มีการออก น.ส. ๓ ก. ให้ ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของที่ดินโดยขอให้ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน ๒ คน คือ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งถือสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถือสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ว่า
ไม่สามารถออก น.ส. ๓ ก. ให้ได้ เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ยื่นหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ อุทธรณ์คำสั่ง
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ไว้ตั้งแต่วันที่
๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ก่อนมีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
ในฐานะผู้พิจารณาอุทธรณ์ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ยุติเรื่องการขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นการถูกต้องแล้ว เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะ จึงต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ดังกล่าว
มิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ดังกล่าว ไม่มีบทเฉพาะกาลรองรับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ขอที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ซื้อและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อเนื่องมาจากบุคคลอื่นซึ่งครอบครองทำประโยชน์ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับโดยมิได้แจ้งการครอบครอง และได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ โดยดำเนินการรังวัดเสร็จครบถ้วน
ตั้งแต่ก่อนวันที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ จึงเป็นการกระทำที่สุจริต พื้นที่บนเกาะภูเก็ตสามารถที่จะออกเอกสารสิทธิเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้โดยมิต้องแจ้งการครอบครอง กฎหมายที่มีผลย้อนหลังที่ไม่เป็นคุณแก่ประชาชนผู้สุจริตไม่น่าจะมีผลบังคับ ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
และข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้คดีไม่อาจหักล้างให้การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำ
ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๐๖๒๙๑ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ว่าไม่สามารถ
ออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินตามคำขอให้ได้ เนื่องจากสภาพที่ดินเป็นที่เขาซึ่งเป็นเขตหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ถูกต้องต่อไป
ศาลปกครองชั้นต้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต แต่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านหลายราย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อเนื่องเรื่อยมาและมีการรายงานความคืบหน้าให้
ศาลปกครองชั้นต้นทราบเป็นระยะตามที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่ง ผลที่สุดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๑๕๓๕๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งต่อศาลปกครองชั้นต้นว่า บริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกขอออก น.ส. ๓ ก. จากการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศ
โดยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมในทางวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่จากระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ จังหวัดภูเก็ต ระวาง ๔๖๒๔ I ๒๒๖๒ มีสภาพเป็นป่าไม้ผลัดใบ (F๑) ไม่มีสภาพการทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) และเชื่อได้ว่าผู้ขอได้เข้าครอบครองภายหลังประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออก น.ส. ๓ ก. เป็นการเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้ง
การครอบครองตามนัยมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ สำนักงานที่ดิน
จังหวัดภูเก็ตจึงได้มีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกทราบเพื่อให้โอกาสอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวนคดีนี้ของ
ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่ง “ยุติการบังคับคดี” เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ และให้แจ้ง
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ
ยุติการบังคับคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ยุติการบังคับคดี เนื่องจากคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ผ่านขั้นตอน
การรังวัด การไต่สวนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและมีประกาศแจก น.ส. ๓ ก. แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองภายใน ๓๐ วัน แล้ว และไม่มีผู้ใดคัดค้าน เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามใน น.ส. ๓ ก. ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เท่านั้น ก็จะเสร็จสมบูรณ์แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในคำพิพากษา
ของศาลปกครองชั้นต้นดังเช่นในคดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๖๐/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ อ. ๖๑/๒๕๔๘ ทำให้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเหตุให้
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความลาดชันเกิน ๓๕ % เพียงประมาณ ๕ ไร่ เท่านั้น ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้ทำเครื่องหมายไว้แล้ว ที่ดินส่วนใหญ่
มีความลาดชันเพียง ๑๒ % จึงสามารถออก น.ส. ๓ ก. ได้ตามกฎหมาย คำพิพากษา
ของศาลปกครองชั้นต้นที่ระบุว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิใช่ที่ดินที่ครอบครองต่อเนื่อง
กันมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และมีความลาดชันเกิน ๓๕ % ห้ามมิให้ออก น.ส. ๓ ก. นั้นจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่สั่งให้
ยุติการบังคับคดีโดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและให้ใช้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่รับฟังได้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖
ในการพิจารณาดำเนินการ
ที่ ๑๕๔/๒๕๔๘ หมายเลขแดงที่ ๑๖๘/๒๕๕๑ ชอบหรือไม่
คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาศาลปกครอง
ให้ผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับนับแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษาจนถึงวันที่
คำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่
เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้รอการปฏิบัติตามคำบังคับไว้จนกว่าจะ
พ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ให้รอการบังคับคดีไว้จนกว่าคดี
จะถึงที่สุด ประกอบกับมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่
ศาลปกครองมีคำพิพากษาและกำหนดคำบังคับให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หรือให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ภายในระยะเวลาที่
ศาลปกครองกำหนด หรือให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นกรณีที่อาจบังคับคดีได้ หากปรากฏว่าหัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่ว่าทั้งหมดหรือ
แต่บางส่วน ก็จำต้องมีการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้มีการบังคับคดีได้ ซึ่งการบังคับคดีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งสามารถร้องขอต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
ได้ภายในเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าศาลเห็นว่าคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับได้รับทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว และระยะเวลาที่ศาล
ได้กำหนดไว้ในคำบังคับเพื่อให้คู่กรณีดังกล่าวปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
ได้ล่วงพ้นไปแล้ว และคำขอนั้นมีข้อความระบุไว้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
ศาลก็จะออกหมายบังคับคดีให้ทันที โดยศาลจะแจ้งหมายบังคับคดีให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน
ศาลปกครองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมส่งสำเนาหมายบังคับคดีให้คู่กรณีฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับทราบด้วย สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ปฏิเสธคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ให้ถูกต้องต่อไป ภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาแล้วคู่กรณีไม่มีการอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ร่วมกันยื่นคำขอสวมสิทธิการรังวัดออก น.ส. ๓ ก. เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านหลายราย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายและคำพิพากษาของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและ
มีการรายงานความคืบหน้าให้ศาลทราบเป็นระยะตามที่ศาลมีคำสั่งโดยที่ศาลก็ได้มีคำสั่งให้แจ้ง
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบด้วยทุกครั้ง จนกระทั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งต่อศาลว่าไม่สามารถดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้เนื่องจากการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศจากระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ
ในบริเวณที่ดินดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมพบว่า ที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ขอออก น.ส. ๓ ก. นั้น มีสภาพเป็นป่าไม้ผลัดใบ ไม่มีสภาพการทำประโยชน์มาก่อน
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) และเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ได้เข้าครอบครองภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออก น.ส. ๓ ก. เป็นการเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองตามนัยมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ จึงมีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกทราบแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านการขอสวมสิทธิรังวัดออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ทุกรายทราบตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๖) ๑๕๓๕๓, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๗) ๑๕๓๕๔, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๘) ๑๕๓๕๕, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๙) ๑๕๓๕๖, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๔๐) ๑๕๓๕๗, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๔๑) ๑๕๓๕๘
ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๒๒๖๖๑ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยินยอมปฏิบัติ
ตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๑๕๓๕๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งเรื่องการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่ออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการรายงานผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามที่ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ถูกต้องต่อไป การที่ศาลปกครองชั้นต้นโดยตุลาการเจ้าของสำนวนมีคำสั่งยุติการบังคับคดีตามคำพิพากษา
เมื่อได้รับหนังสือการรายงานผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนวิธีพิจารณาคดีแล้ว ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามคำขอนั้นไม่อาจรับฟังได้ อย่างไรก็ตาม คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายตามคำขอถือเป็น
คำสั่งทางปกครองคำสั่งใหม่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
และผู้คัดค้านดังกล่าว ซึ่งหากเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวได้ต่อไปตามนัยมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเมื่อได้รับทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว หากยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายที่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ
ได้ต่อไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
วันพุธที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ศาลปกครองนครฯ-พบ-ปชช-ภูเก็ตคดีสู่ศาลเป็นเรื่องที่ดินส่วนใหญ่
วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553
หน่วยงานที่เกี่ยวกับที่ดิน
กระทรวงมหาดไทย
ภารกิจ / วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
ภารกิจตามประมวลกฎหมายที่ดิน
-การดำเนินงานออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ราษฎร
-ให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
-ประเมินราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
-จัดที่ทำกินให้ประชาชนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ภารกิจตามกฎหมายอื่น
- ควบคุมการจัดสรรที่ดิน
- การจดทะเบียนอาคารชุด
- การควบคุมช่างรังวัดเอกชน
2.กรมโยธาธิการ และ ผังเมือง
อำนาจหน้าที่
( 1 ) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกแห่งสาธารณชนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
( 2 ) วางและจัดทำผังเมืองประเภทอื่นๆ ตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย หรือตามที่ส่วนราชการอื่นร้องขอ และดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองนั้นๆ
( 3 ) ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่
( 4 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวางผัง วิจัย การติดตามประเมินผล และพัฒนามาตรฐานด้านการผังเมืองและโยธาธิการ รวมทั้งการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานและคู่มือด้านการผังเมืองและโยธาธิการ
( 5 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการวางผัง ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง บูรณะเมืองหรืออาคาร และสิ่งก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐ
( 6 ) ให้บริการและคำปรึกษาเกี่ยวกับงานออกแบบ งานก่อสร้าง และงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมแก่หน่วยงานต่างๆ
( 7 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการออกแบบ การก่อสร้างและควบคุมอาคารก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งการบูรณะ และบำรุงรักษา
( 8 ) ดำเนินการประสาน กำกับดูแล สนับสนุนและพัฒนาให้เป็นไปตามผังเมือง รวมทั้งกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองของเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น
( 9 ) ดำเนินการพัฒนาระบบและบริหารข้อมูลการผังเมืองและโยธาธิการ
( 10 ) ดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรของกรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานอื่นด้านการผังเมืองและโยธาธิการ
( 11 ) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรม หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
กระทรวงการคลัง
กรมธนารักษ์
1. กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและศักยภาพที่ราชพัสดุ มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานการใช้ แนวคิดและรูปแบบโครงการของที่ราชพัสดุ และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุ จัดทำแผนเชิงกลยุทธ์ การพัฒนา และใช้ที่ราชพัสดุ ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย
2. สำนักบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการปกครอง การดูแล การบำรุงรักษา และการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร ปฎิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฎิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย
3.สำนักบริหารที่ราชพัสดุ 1-2 มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุรวมทั้งการจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรม เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย
4. สำนักบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ราชพัสดุ มีอำนาจหน้าที่จัดทำและบริหารฐานข้อมูลเกี่ยวกับทะเบียนหลักฐาน ที่ราชพัสดุ สำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่ที่ราชพัสดุปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการ ปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
5. สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ (75 พื้นที่) มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ดำเนินการเกี่ยวกับการปกครองการดูแล การบำรุงรักษา และการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุ ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่ราชพัสด ุดำเนินการเกี่ยวกับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นตาม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการและประสานงานเกี่ยวกับเงินคงคลังและเงินตราที่เป็นอำนาจหน้าที่ ของกรม ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย
6. สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นตามกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง และ เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาในการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นตามกฎหมายที่
เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุน ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินดำเนินการเกี่ยวกับการ
พัฒนามาตรฐานการประเมินราคาของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติ
งานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย
กระทรวงเกษตร และ สหกรณ์
1. กรมป่าไม้
เพื่อให้การจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ สามารถกระทำ โดยต่อเนื่องในระยะยาวและประสานสอดคล้องกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติชนิด อื่น จึงสมควรกำหนด นโยบายการป่าไม้แห่งชาติไว้ให้เป็นการแน่นอน เพื่อให้ ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มีความเข้าใจร่วมกันและถือเป็นแนวทาง ปฏิบัติ อันจะทำให้การพัฒนาป่าไม้เป็นไปอย่างราบรื่น และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด
2. กรมพัฒนาที่ดิน
หน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2537
-1. ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ วิจัยทำสำมะโนดินและที่ดิน เพื่อกำหนดนโยบายและวางแผนการใช้ที่ดิน และเพื่อการพัฒนาที่ดิน
-2. ให้บริการด้านการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับดิน น้ำ พืช ปุ๋ย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน
-3. ถ่ายทอดผลการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และให้บริการด้านการพัฒนาที่ดินแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและเกษตรกร
-4. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินหรือที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
3.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
-1. จัดหาที่ดินเพื่อนำมาปฏิรูปที่ดิน ทั้งที่ดินของรัฐและโดยการจัดซื้อ หรือเวนคืน จากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้น
ด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิ์ตามที่ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ๙ กำหนด
-2. การจัดที่ดิน ให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ที่ประสงค์จะเป็นเกษตรกรตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา กำหนดหลัก
เกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็น เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๕ สำหรับที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและให้แก่บุคคลอื่นสำหรับใช้ที่ดิน เพื่อกิจการที่เป็นการ
สนับสนุนและเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
-3. การควบคุมสิทธิ์ในที่ดิน
-4. การพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพัฒนาอาชีพและพัฒนาขั้นพื้นฐาน
ที่มา,รายละเอียดเพิ่มเติม www.land.co.th
วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553
เ้ดิมที่ดินของดิฉันเป็น นส.3 ก.ต่อมาได้ขอออกเป็นโฉนด โดยที่ดินข้างเคียงเป็นโฉนดทุกแปลงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้มาทำการรังวัดและเ้จ้าของที่ดินข้างเคียงได้ลงนามรับรองการชี้แนวเขตที่ดินพนักงานที่ดินก็ได้ออกโฉนดที่ดินให้ดิฉันเป็นที่เรียบร้อย ดิฉันจึงได้จัดทำรั้วกำแพงคอนกรีตตามแนวเขตที่ดินดังกล่าว แต่ต่อมาเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ขอรังวัดสอบเขตที่ดินใหม่่่ ปรากฎว่าที่ดินแปลงของดิฉันรุกล้ำทับซ้อนกับที่ดินข้างเคียงดังกล่าว เจ้าของที่ดินข้างเคียง จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งเรื่องอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรั้วของข้าพเจ้า ซึ่งได้กอ่สร้างไปแล้ว จึงขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่าหากต้องรื้อรั้วดังกล่าว ดิฉันจะเรียกค่าเสียหายจากใครได้บ้าง
ขอบพระคุณมาก
อมรวรรณ
เรียน คุณอมรวรรณ
ในเมื่อในชั้นที่คุณรังวัดออกโฉนดที่ดินของคุณ เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับรองแนวเขตแล้ว ย่อมต้องถือว่าเขตที่ดินตามที่คุณสร้างรั้วไว้นั้นถูกต้องแล้ว (ถ้าคุณได้สร้างรั้วในที่ดินของคุณตามแนวที่รังวัดไว้ ไม่ใช่สร้างล้ำเข้าไปนอกเขตที่ดินของคุณ) การที่เจ้าของที่ดินมาขอรังวัดใหม่ ซึ่งคุณก็ต้องรับรองแนวเขตด้วย คุณก็ไม่ควรรับรองแนวเขตที่เขาชี้ล้ำเข้ามาในที่ดินของคุณ ถ้าตราบใดที่คุณไม่รับรอง การรังวัดนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณไปยอมรับรองแนวเขตให้ล้ำเข้ามาในรั้วบ้านของคุณเอง ก็แสดงว่าคุณยอมรับว่าคุณสร้างกำแพงล้ำเข้าไปในที่ดินของคนอื่น เมื่อคุณต้องรื้อรั้วนั้น จึงเป็นความผิดของคุณเอง จะไปเรียกเอาจากคนอื่นไม่ได้
ข้อมูลจาก ถามตอบมีชัย ฤชุพันธุ์
|
ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12
ข้อกฎหมาย
มาตรา59ตรี หากเนื้อที่ใหม่ต่างจาก ส.ค.๑ให้ออกเท่าที่ทำประโยชน์โดยปฏิบัติไปตาม ระเบียบคณะกรรมการจัดฯ ฉ.12..ซึ่งระบุว่าถ้าออกตาม 59ตรี มีระยะและข้างเคียงตรงตาม ส.ค.๑ ออกเท่าที่ทำประโยชน์แล้วแต่ไม่เกินจำนวนที่คำนวณได้...ตรงนี้ไม่โอกาสเป็นไปไม่ได้ ระยะกว้างยาวอย่างละเส้น วัดใหม่ได้อย่างละเส้น ข้างเคียงตรงกับ ส.ค.๑ ออกได้เลย 1 ไร่ แต่ถ้าทำประโยชน์แล้วคำนวณได้แค่2งาน ก็ให้ออกได้แค่2งาน ส่วนที่เหลืออีก2งานไม่ออกให้....จึงมีขยักที่สอง...หากระยะผิดพลาดคลาดเคลื่อน...ออกเท่าที่ทำประโยชน์โดยต้องมีการรับรองเขตครบ....คำว่ารับรองเขตครบเป็นอย่างไร ได้ขยายความไว้ใน
ข้อ9 ของระเบียบฯ....จดป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า...ใช้ระยะเป็นหลัก....เพราะไม่สามารถพิสูจน์ไปได้ไกลขนาดใหนถึงจะถึงป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า เท่ากับในขณะที่แจ้ง.....ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิตาม ป.ที่ดินเท่ากับขณะที่แจ้ง..ส่วนที่ไม่ได้แจ้ง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ "คำว่าออกโฉนดต้องมีการรับรองเขตให้ครบ แล้วขยายคำว่าครบเป็นอย่างไรนั้น" เลยถูกนำมาใช้ทุกกรณี....โดยคิดว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยถูกต้องแล้ว....และก็รักษาสิทธิให้ข้างเคียงจัง....ทำให้ข้างเคียงหรือทุกส่วน มองเป็นหน้าที่ของที่ดินไปเสียแล้ว
ดูชัดๆเลยครับ ฉ 12 ข้อ 10 กรณีที่ด้านใหนติดป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า
ความหมายน่าจะพูดถึงที่ดินที่จดที่ว่างเปล่าบนข้อเท็จจริงตามปัจุบัน ไม่ใช้ในสค1ระบุอย่างไรก็ถือตามนั้น กรมที่ดินควรตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติในการบริการประชาชน
ท่านอธิบดีครับฉ12ข้อ8 วรรค 2 กรมสั่งไม่ให้ใช้หรือครับ
ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 8 วรรค 2
กรณีที่ระยะเเนวเขคผิดพลาดคลาดเคลื่อน ให้พนักงานที่ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์เท่าจํานวนเนื้อที่ได้ทําประโยชน์เเล้วเมื่อผู้มีสิทธิ์ในที่ดินข้างเคียงได้ลงชื่อรับรองเเนวเขตไว้เป็นการถูกต้องครบถ้วนทุกด้าน