ดีเอสไอรับคดี"เขาแพง"มีมูล ส่ง ตร.สอบคู่ขนาน เล็งเชิญ"นิพนธ์"นำสำเนาสค.1 ชี้แจงสัปดาห์หน้า
ดีเอสไอแจงกมธ.งบประมาณ คดี"เขาแพง"มีมูล ส่งให้ตร.สอบคู่ขนาน เชิญ"นิพนธ์"นำสำเนาสค.1แจงสัปดาห์หน้า "สุวิทย์"สั่งปลัด ทส.ตรวจความถูกต้อง เผยอดีตจนท.รังวัดที่ศาลสั่งจำคุก เอี่ยวออก น.ส.3กแปลงลูก"สุเทพ"ครอบครอง
กมธ.สอบภูเก็ตเทียบเขาแพง
การประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายประชา ประสพดี ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย (พท.) เป็นประธาน เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ได้มีการพิจารณากรณีนายสิกร ภูมิกำจร ร้องเรียนเจ้าพนักงานที่ดิน จ.ภูเก็ต ที่ไม่ออกหนังสือรับรองทำประโยชน์ น.ส.3 ก ที่ดินหมู่ 2 อ.เมืองภูเก็ต ทั้งที่มีคำสั่งศาลปกครองนครศรีธรรมราช มีคำสั่งให้ออก น.ส.3 ก.ให้แล้ว ทั้งนี้ เพื่อเทียบเคียงกับการถือครองที่ดิน ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี และเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) โดย กมธ.เชิญนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต และนายสมชาย ไชยศรี นักวิชาการที่ดินชำนาญการ เข้าชี้แจงถึงข้อกฎหมายการออกเอกสารสิทธิที่เป็นหลักเกณฑ์มาตรฐาน และสาเหตุที่ไม่ออก น.ส.3 ก ให้นายสิกร
นายสมชาย ชี้แจงว่า ได้รับคำร้องและทำการรังวัดที่ดินตั้งแต่ปี 2546 แต่ที่ออก น.ส.3ไม่ได้ เพราะนายสิกรไม่แจ้ง ส.ค.1 ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 59 กระทั่งมีกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ที่ออกเมื่อปี 2547 ระบุห้ามออกเอกสารสิทธิ์ในที่เกาะ แต่ไม่รวมถึงที่ดินซึ่งมีหลักฐานการครอบครอง ส.ค. 1 ใบจอง ใบเหยียบย่ำ หรือที่ดินที่รัฐบาลอนุมัติให้ประชาชน
ผู้ว่าฯปูดใช้อำนาจ-ปืนข่มขู่
"การจะออกโฉนดที่ดินโดยไม่มี ส.ค.1 จะทำได้ต่อเมื่อมีความจำเป็น และได้รับอนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ต้องผ่านการพิจารณาพิสูจน์ว่า ต้องไม่เป็นที่ป่า ที่สาธารณะ และครอบครองมาแล้ว ซึ่งได้มีการพิสูจน์แล้วว่า ที่ดินของนายสิกร ไม่ได้ครอบครองมาก่อนปี 2497 ที่ประมวลกฎหมายที่ดินประกาศใช้ จึงทำให้ไม่สามารถออก ส.ค.1 ได้ และพบว่ามีการแจ้งรายละเอียดการใช้ที่ดินในปี 2505 จึงทำให้ไม่เข้าเกณฑ์การนำส.ค. 1 มาแปลงสภาพเป็น นส.3ก ตามกฎกระทรวงที่ออกในปี 2547 อีกทั้งมีความลาดชันเกินร้อยละ 35" นายสมชายกล่าว
ด้านนายวิชัย ชี้แจงว่า "รู้จักกันกันดีกับนายสิกร เริ่มแรกมีผู้ใหญ่แนะนำนายสิกรให้มาปรึกษาผม นายสิกรก็พยายามดูแลผมเป็นอย่างดี แต่ได้ปฏิเสธ เพราะคงรู้ดีคนอย่างผม แม้ข้าวจานเดียวก็ไม่รับ ขอฝากด้วยว่า การทำหน้าที่ของข้าราชการกดดันมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ราคาแพง อย่าง จ.สมุทรปราการ เกาะสมุย และจ.ภูเก็ต มีทั้งกดดันด้วยอามิสและใช้อำนาจมากดดัน เอามือปืนมาขู่ และกรณีนายสิกรเป็นความโชคดีของราชการที่เราอ่านคำพิพากษาละเอียด เราปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว แต่ระเบียบมันไม่ให้ เพราะเราพบว่าที่ดินนี้แจ้งครอบครองไว้ปี 2505 ซึ่งหลังประมวลกฎหมายที่ดินปี 2497 ดังนั้น ถ้าออกให้เราตายแน่ แล้วไม่มีใครช่วยเราได้ คนไข้เรารักษาแล้ว แต่รักษาไม่ได้ เราเย็บแผลแล้ว แต่เนื้อมันเน่าแล้ว"
ที่ ฟ. ๒๕/๒๕๔๗ โดยมีสองข้อหา ข้อหาที่หนึ่ง ขอให้เพิกถอนข้อ ๑๔ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองสูงสุด และข้อหาที่สอง ขอให้ไม่ให้นำข้อ ๑๔ (๓) ของกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ข้างต้น มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง ซึ่งศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้ว เห็นว่า ข้อหาที่สองเป็นคดีพิพาท เกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา ๙ วรรคหนึ่ง (๑) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ และศาลปกครองมีอำนาจกำหนดคำบังคับได้ตามมาตรา ๗๒ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นตามมาตรา ๑๐ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ศาลปกครองสูงสุดจึงได้ส่งคำฟ้องเฉพาะประเด็นตามข้อหาที่สองมาให้ศาลปกครองชั้นต้นซึ่งเป็นศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามข้อ ๙๙ แห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ สำหรับข้อหาที่สองข้างต้น ผู้ฟ้องคดีทั้งสองฟ้องว่า ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดิน ๑ แปลง ตั้งอยู่หมู่ที่ ๒ ตำบลกะรน อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต โดยซื้อมาจากนายประจวบ บุญช่วย ซึ่งได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินก่อนที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ แต่มิได้แจ้งการครอบครอง และผู้ฟ้องคดีได้ครอบครอง
ทำประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวร่วมกับนายสุชาติ รักสงบ นางสายใจ ลักษณะมั่น นายประเสริฐ ชูภักดิ์ และนายยงยุทธ บุญทองคง ต่อมาได้นำที่ดินดังกล่าวไปขอออกหนังสือรับรอง
การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ซึ่งเจ้าหน้าที่ของสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตได้ปิดประกาศ เรื่อง รังวัดออก น.ส. ๓ ก. ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๓๖ แล้ว ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แต่ยังไม่มีการออก น.ส. ๓ ก. ให้ ต่อมาผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ได้มีหนังสือถึงผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งเปลี่ยนแปลงชื่อเจ้าของที่ดินโดยขอให้ออก น.ส. ๓ ก. ให้แก่ผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินจำนวน ๒ คน คือ
ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ซึ่งถือสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ ๑๘ ไร่ ๒ งาน ๗๒ ตารางวา และผู้ฟ้องคดีที่ ๒ ถือสิทธิครอบครองที่ดินเนื้อที่ ๖ ไร่ ๒ งาน แต่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แจ้งผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ว่า
ไม่สามารถออก น.ส. ๓ ก. ให้ได้ เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ผู้ฟ้องคดีที่ ๑ จึงได้ยื่นหนังสือลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ อุทธรณ์คำสั่ง
ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ว่า ผู้ฟ้องคดีกับพวกได้ยื่นคำขอออก น.ส. ๓ ก. ไว้ตั้งแต่วันที่
๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ ก่อนมีการประกาศใช้กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
ในฐานะผู้พิจารณาอุทธรณ์ได้มีหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์ว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ สั่งให้ยุติเรื่องการขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นการถูกต้องแล้ว เนื่องจากจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะ จึงต้องห้ามตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ดังกล่าว
มิให้ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินที่ไม่มีหลักฐานแจ้งการครอบครอง (ส.ค. ๑) และกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ดังกล่าว ไม่มีบทเฉพาะกาลรองรับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้แก่ผู้ขอที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการของเจ้าหน้าที่
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองเห็นว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ซื้อและครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินที่ขอออก น.ส. ๓ ก. ต่อเนื่องมาจากบุคคลอื่นซึ่งครอบครองทำประโยชน์ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับโดยมิได้แจ้งการครอบครอง และได้ยื่นคำขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์เป็นการเฉพาะรายเมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๖ โดยดำเนินการรังวัดเสร็จครบถ้วน
ตั้งแต่ก่อนวันที่กฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติ
ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ ใช้บังคับ จึงเป็นการกระทำที่สุจริต พื้นที่บนเกาะภูเก็ตสามารถที่จะออกเอกสารสิทธิเป็นการเฉพาะรายตามมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดินได้โดยมิต้องแจ้งการครอบครอง กฎหมายที่มีผลย้อนหลังที่ไม่เป็นคุณแก่ประชาชนผู้สุจริตไม่น่าจะมีผลบังคับ ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายและสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ
มาใช้บังคับแก่กรณีของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองดำเนินการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
และข้ออ้างที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยกขึ้นต่อสู้คดีไม่อาจหักล้างให้การกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำ
ที่ชอบด้วยกฎหมายได้ ศาลปกครองชั้นต้นจึงพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๐๖๒๙๑ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่แจ้งต่อผู้ฟ้องคดีที่ ๑ ว่าไม่สามารถ
ออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินตามคำขอให้ได้ เนื่องจากสภาพที่ดินเป็นที่เขาซึ่งเป็นเขตหวงห้ามตามประกาศกระทรวงมหาดไทย และจังหวัดภูเก็ตมีสภาพเป็นเกาะต้องห้ามมิให้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ ๔๓ (พ.ศ. ๒๕๓๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ถูกต้องต่อไป
ศาลปกครองชั้นต้นต่อเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต แต่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านหลายราย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายและคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ข้อเท็จจริงปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่อเนื่องเรื่อยมาและมีการรายงานความคืบหน้าให้
ศาลปกครองชั้นต้นทราบเป็นระยะตามที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่ง ผลที่สุดผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้มีหนังสือ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๑๕๓๕๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งต่อศาลปกครองชั้นต้นว่า บริเวณที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกขอออก น.ส. ๓ ก. จากการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศ
โดยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมในทางวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่จากระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ มาตราส่วน ๑ : ๔๐๐๐ จังหวัดภูเก็ต ระวาง ๔๖๒๔ I ๒๒๖๒ มีสภาพเป็นป่าไม้ผลัดใบ (F๑) ไม่มีสภาพการทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) และเชื่อได้ว่าผู้ขอได้เข้าครอบครองภายหลังประมวลกฎหมายที่ดิน
ใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออก น.ส. ๓ ก. เป็นการเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้ง
การครอบครองตามนัยมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ สำนักงานที่ดิน
จังหวัดภูเก็ตจึงได้มีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และได้แจ้งคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกทราบเพื่อให้โอกาสอุทธรณ์คำสั่งตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ แล้ว ตุลาการเจ้าของสำนวนคดีนี้ของ
ศาลปกครองชั้นต้นจึงมีคำสั่ง “ยุติการบังคับคดี” เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ และให้แจ้ง
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบ
ยุติการบังคับคดี ความว่า ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่เห็นพ้องด้วยกับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ยุติการบังคับคดี เนื่องจากคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ผ่านขั้นตอน
การรังวัด การไต่สวนสิทธิการทำประโยชน์ในที่ดินและมีประกาศแจก น.ส. ๓ ก. แก่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองภายใน ๓๐ วัน แล้ว และไม่มีผู้ใดคัดค้าน เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามใน น.ส. ๓ ก. ของ
ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เท่านั้น ก็จะเสร็จสมบูรณ์แต่เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าวในคำพิพากษา
ของศาลปกครองชั้นต้นดังเช่นในคดีหมายเลขดำที่ อ. ๒๖๐/๒๕๔๗ หมายเลขแดงที่ อ. ๖๑/๒๕๔๘ ทำให้ในการปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีการรับฟังข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเหตุให้
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองไม่ได้รับความเป็นธรรม ที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีความลาดชันเกิน ๓๕ % เพียงประมาณ ๕ ไร่ เท่านั้น ซึ่งกรมพัฒนาที่ดินได้ทำเครื่องหมายไว้แล้ว ที่ดินส่วนใหญ่
มีความลาดชันเพียง ๑๒ % จึงสามารถออก น.ส. ๓ ก. ได้ตามกฎหมาย คำพิพากษา
ของศาลปกครองชั้นต้นที่ระบุว่าที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองมิใช่ที่ดินที่ครอบครองต่อเนื่อง
กันมาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และมีความลาดชันเกิน ๓๕ % ห้ามมิให้ออก น.ส. ๓ ก. นั้นจึงไม่ถูกต้อง ขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งแก้ไขคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่สั่งให้
ยุติการบังคับคดีโดยมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและให้ใช้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่ดินของผู้ฟ้องคดีทั้งสองที่รับฟังได้ในปี พ.ศ. ๒๕๓๖
ในการพิจารณาดำเนินการ
ที่ ๑๕๔/๒๕๔๘ หมายเลขแดงที่ ๑๖๘/๒๕๕๑ ชอบหรือไม่
คดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๗๐ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า คำพิพากษาศาลปกครอง
ให้ผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับนับแต่วันที่กำหนดในคำพิพากษาจนถึงวันที่
คำพิพากษานั้นถูกเปลี่ยนแปลง แก้ไข กลับ หรืองดเสีย วรรคสอง บัญญัติว่า ในกรณีที่
เป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นให้รอการปฏิบัติตามคำบังคับไว้จนกว่าจะ
พ้นระยะเวลาการอุทธรณ์ หรือในกรณีที่มีการอุทธรณ์ให้รอการบังคับคดีไว้จนกว่าคดี
จะถึงที่สุด ประกอบกับมาตรา ๗๒ แห่งพระราชบัญญัติเดียวกันบัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่
ศาลปกครองมีคำพิพากษาและกำหนดคำบังคับให้หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สิน หรือให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการ หรือให้หัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่ภายในระยะเวลาที่
ศาลปกครองกำหนด หรือให้บุคคลกระทำหรือละเว้นกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นกรณีที่อาจบังคับคดีได้ หากปรากฏว่าหัวหน้าหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลดังกล่าวไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาไม่ว่าทั้งหมดหรือ
แต่บางส่วน ก็จำต้องมีการบังคับคดีเพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา โดยคู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งอาจร้องขอให้มีการบังคับคดีได้ ซึ่งการบังคับคดีพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและ
วิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๒ บัญญัติให้นำบทบัญญัติว่าด้วยการบังคับคดี
ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับโดยอนุโลม กล่าวคือ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งสามารถร้องขอต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการบังคับคดีตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
ได้ภายในเวลาสิบปีนับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่ง ถ้าศาลเห็นว่าคู่กรณีฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับได้รับทราบคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว และระยะเวลาที่ศาล
ได้กำหนดไว้ในคำบังคับเพื่อให้คู่กรณีดังกล่าวปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น
ได้ล่วงพ้นไปแล้ว และคำขอนั้นมีข้อความระบุไว้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
ศาลก็จะออกหมายบังคับคดีให้ทันที โดยศาลจะแจ้งหมายบังคับคดีให้เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน
ศาลปกครองที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการต่อไปพร้อมส่งสำเนาหมายบังคับคดีให้คู่กรณีฝ่ายที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับทราบด้วย สำหรับคดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาให้เพิกถอนหนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ลงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๔๗ ที่ปฏิเสธคำขอออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีที่ ๑ และให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ให้ถูกต้องต่อไป ภายหลังจากศาลได้มีคำพิพากษาแล้วคู่กรณีไม่มีการอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุด ผู้ฟ้องคดีทั้งสองได้ร่วมกันยื่นคำขอสวมสิทธิการรังวัดออก น.ส. ๓ ก. เพื่อให้เป็นไปตามคำพิพากษา
ต่อผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ แต่ปรากฏว่ามีผู้ยื่นคำร้องคัดค้านหลายราย เจ้าหน้าที่จึงต้องดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมายและคำพิพากษาของศาล ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าวอย่างต่อเนื่องและ
มีการรายงานความคืบหน้าให้ศาลทราบเป็นระยะตามที่ศาลมีคำสั่งโดยที่ศาลก็ได้มีคำสั่งให้แจ้ง
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองทราบด้วยทุกครั้ง จนกระทั่งผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งต่อศาลว่าไม่สามารถดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ในที่ดินที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองมีคำขอได้เนื่องจากการอ่านและแปลภาพถ่ายทางอากาศจากระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ
ในบริเวณที่ดินดังกล่าวโดยผู้เชี่ยวชาญของศาลยุติธรรมพบว่า ที่ดินบริเวณที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ขอออก น.ส. ๓ ก. นั้น มีสภาพเป็นป่าไม้ผลัดใบ ไม่มีสภาพการทำประโยชน์มาก่อน
ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (วันที่ ๑ ธันวาคม ๒๔๙๗) และเชื่อได้ว่าผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ได้เข้าครอบครองภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะออก น.ส. ๓ ก. เป็นการเฉพาะรายโดยไม่ได้แจ้งการครอบครองตามนัยมาตรา ๕๙ ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้ จึงมีคำสั่งไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกเมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และได้แจ้งคำสั่งดังกล่าวให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองกับพวกทราบแล้ว ข้อเท็จจริงปรากฏในสำนวนคดีว่าผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ มีหนังสือแจ้งคำสั่งดังกล่าวให้
ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านการขอสวมสิทธิรังวัดออก น.ส. ๓ ก. ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
ทุกรายทราบตามหนังสือสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๖) ๑๕๓๕๓, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๗) ๑๕๓๕๔, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๘) ๑๕๓๕๕, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๓๙) ๑๕๓๕๖, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๔๐) ๑๕๓๕๗, ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/(๒๒๕๔๑) ๑๕๓๕๘
ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ และ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๒๒๖๖๑ ลงวันที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๒ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวข้างต้น ย่อมถือได้ว่าเป็นกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ยินยอมปฏิบัติ
ตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นโดยถูกต้องครบถ้วนแล้ว หนังสือของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ที่ ภก ๐๐๑๙.๓/๑๕๓๕๒ ลงวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ แจ้งเรื่องการดำเนินการตามคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นต่ออธิบดีศาลปกครองชั้นต้นดังกล่าว จึงเป็นการรายงานผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามที่ศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำบังคับให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการ
ตามหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ถูกต้องต่อไป การที่ศาลปกครองชั้นต้นโดยตุลาการเจ้าของสำนวนมีคำสั่งยุติการบังคับคดีตามคำพิพากษา
เมื่อได้รับหนังสือการรายงานผลการปฏิบัติตามคำพิพากษาดังกล่าว จึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกระบวนวิธีพิจารณาคดีแล้ว ที่ผู้ฟ้องคดีทั้งสองอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นและขอให้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ ดำเนินการออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองตามคำขอนั้นไม่อาจรับฟังได้ อย่างไรก็ตาม คำสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ ที่ไม่ออก น.ส. ๓ ก. ให้ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายตามคำขอถือเป็น
คำสั่งทางปกครองคำสั่งใหม่ที่มีผลกระทบต่อสถานภาพของสิทธิหรือหน้าที่ของผู้ฟ้องคดีทั้งสอง
และผู้คัดค้านดังกล่าว ซึ่งหากเห็นว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำสั่งดังกล่าวได้ต่อไปตามนัยมาตรา ๔๔ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ และเมื่อได้รับทราบผลการวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแล้ว หากยังไม่พอใจในผลการวินิจฉัยอุทธรณ์ ผู้ฟ้องคดีทั้งสองและผู้คัดค้านทุกรายที่ยื่นอุทธรณ์คำสั่งก็ชอบที่จะใช้สิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครองที่มีเขตอำนาจ
ได้ต่อไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น