กฎหมาย ของประเทศเเต่ละจังหวัดจะใช้กฎหมายฉบับเดียวกันตามที่รัฐธรรมนูญไทยเขียนไว้ว่ารัฐไทยเป็นรัฐๆเดี่ยวจะเเบ่งเเยกไม่ได้เเต่ที่ดินจังหวัดภูเก็ตใช้กฎหมายคนละฉบับกับที่ดินทั่วประเทศ
คนจนเวลาไม่ได้รับความเป็นธรรม มันจุกอกหายใจไม่ออก เฝ้าถามตัวเองว่าเพราะเกิดมาจน จึงไม่ได้รับความเป็นธรรม
ข้าพเจ้าด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจในวาสนาที่ฝันว่าจะได้มีโฉนดจากที่ดินที่ทํามาหากินมาด้วยความสุจริตเเละยังอุทิศที่ผ่ากลางที่ให้เป็นทางสาธารณะด้วยใจที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันข้าพเจ้ายังมีกําลังใจเพราะข้าพเจ้าเชี่อในกรรม ดีที่ทํามาตลอดเเละข้าพเจ้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินของข้าพเจ้าไม่ติดที่ป่าหรือที่รกร้าง ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนเเละขอถามท่านนายกว่า ทำไมถึงมีการรับรองเเนวเขตครบทุกด้านรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการ ตามกฎกระทรวงฉบับที่43 มีมติว่า สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลงเเละที่ดินข้างเคียงไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามเเต่อย่างใดและข้าพเจ้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ประกาศครบ30วันไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดิน พิสูจน์ไม่ได้ว่าสค1 จดที่ว่างเปล่าทําไม.ข้าพเจ้าต้องกันระยะที่ดินออกไป5ไร่ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ทําผิด..และหากเจ้าหน้าที่ที่ดินเชื่อว่าสค1-ของข้าพเจ้าจดป่า ทําไมถึงออกประกาศ 30 วันไม่มีผู้โต้เเย้งสิทธิซึ้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกโฉนด

ซึ้งตามกฎหมาย ในเมื่อข้างเคียงมิได้ใช้สิทธิ์คัดค้านนำชี้เขตหรือนำรังวัดหรือให้ถ้อยคำต่าง ๆก็ต้องพิจารณาว่ามีกฏหมายหรือระเบียบให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ซึ่งก็คือตามนัยดังกล่าว

ระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินเเปลงนี้




Item Thumbnailบั

ระวางแผนที่เพื่อการออกโฉนดที่ดินเเปลงนี้ บันทึกข้างเคียงเปลี่ยนเเปลง( ทด 16) ดูเอกสาร

ตามข้อ15(1)เเละ(2)ตามกฎกระทรวง ฉบับที่43 2537ออกตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมาลกฎหมายที่ดินพศ2497เเละข้อ6วรรคหนึ่งของระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรังวัดปลักหลักหมายเขตที่ดินพศ2527


โฉนดที่ดิน สีส้ม มีถนนตรงกลางข้าพอุทิศให้เป็นทางสาธรณะ

สีฟ้า ช้างเคียงโดยรอบ ในสค1 เขียนว่า


ชึ้งใน สค 1ระบุว่า ทิศเหนือจด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ได้ออก นส 3 ก

ใน สค 1ระบุ ทิศใต้จด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ที่ครอบครอง นาย รัตน์ ดูเอกสาร

ใน สค 1ระบุ ทิศตะวันออก จด ที่ดินนายไข่ ไชยศรี

ปัจุบัน ข้อเท็จจริง จด ที่ดินนายไข่ ไชยศรี

ใน สค 1ทิศตะวันตกจด ที่ดินว่างเปล่า ปัจุบัน ข้อเท็จจริง ที่ครอบครอง นางพรวิไล


ขั้นตอนการออกโฉนดที่ดินเฉพาะราย

1. รับบัตรคิวจากประชาสัมพันธ์
2.ชี้ระวางแผนที่
3. รับคำขอ สอบสวน ชำระเงินค่าธรรมเนียม
4. ฝ่ายรังวัดดำเนินการ นัดทำการรังวัด กำหนดตัวช่างรังวัด
5. ค้นหารายชื่อเจ้าของที่ดินข้างเคียง และพิมพ์หมายข้างเคียง

6. รับหมายแจ้งเจ้าของที่ดินข้างเคียง วางเงินมัดจำรังวัดรับหลักเขตที่ดิน

ข้างเคียงลงชื่อรับรองเเนวเขตครบทุกด้านถูกต้องดูเอกสาร รับรองสําเนาถูกต้องโดยที่ดิน

7. ช่างรังวัดออกไปทำการรังวัด พิสูจน์สอบสวนการทำประโยชน์ที่ดิน

8. คำนวณเนื้อที่ และเขียนรูปแผนที่โฉนดที่ดิน
9. เจ้าพนักงานที่ดินประกาศการแจกโฉนดที่ดิน 30 วัน

ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้าน

10. ประกาศแจกที่ดินให้ปิดในที่เปิดเผย ณ สำนักงานที่ดินท้องที่ สำนักงานเขตหรือที่ว่าการอำเภอ หรือที่ว่าการกิ่งอำเภอท้องที่ ที่ทำการแขวงหรือที่ทำการกำนันท้องที่และในบริเวณที่ดินนั้นแห่งละหนึ่งฉบับ ในเขตเทศบาลให้ปิดไว้ ณ สำนักงานเทศบาลอีกหนึ่งฉบับ

ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้าน

11. เสนอเรื่องขออนุมัติผู้ว่าราชการจังหวัด กรณีขอออกโฉนดที่ดินโดยมิได้แจ้งการครอบครองหรือกรณีเนื้อที่เกิน 50 ไร่ ตามมาตรา 59 ทวิ แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน

ที่เเปลงนี้มีสค1
12. ส่งเรื่องให้คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่ 43 ตรวจสอบกรณีที่ดินอยู่ในเขตป่าไม้

คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลง ดูเอกสาร

-ป่าไม้รับรองไม่ติดอยู่ในเขตป่าไม้ถาวรตามมติคณะรัฐมนตรี ดูเอกสาร ทั้งนี้ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงในหนังสือดังกล่าวว่าเจ้าหน้าที่ป่าไม้หรือผู้ใดโต้แย้งสิทธิในที่ดินถ้าข้อเท็จจริงจดป่าป่าไม้ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดน157เพราะไม่โต้เเย้งสิทธิเเละเป็นหนึ่งในคณะ-

กรรมการตามกฎกระทรวงตามกฎ43ที่ลงมติรับรองที่เเปลงนี้

ที่ดินว่างเปล่าทางทิศ เหนือ ทิศใต้ เเละทิศตะวันตกซึ้งปรากฎในสค1 เเปลงนี้ ได้รับการรับรองจากผู้ปกครองท้องที่เเล้วว่าไม่เป็นที่ห่วงห้ามประเภทใดทั้งสิ้น

-มีการปักหมุดเขตเเน่นอนเเล้ว


13. เสนอเจ้าพนักงานที่ดินลงนามออกโฉนดที่ดินให้แก่ผู้ขอและแจ้งเจ้าของที่ดินมารับโฉนด

เเต่กลับออกคําสั่งให้กับผู้ขอ

"ห้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด" โดยอ้างเหตุ

สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่าก็ต้องถือระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 10 ในกรณีที่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่าเเละระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฎในหลักฐานเเจ้งการครอบครองให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด

คําสั่งข้างตีนนี้ ถ้าผู้ปฎิบัติที่มีหน้าที่ต้องเข้าใจถึงขั้นตอนเเละระเบียบปฎิบัติของกฎหมายว่าอยู่ในขั้นตอนใหน ซึ้งเป็นขั้นตอนที่ปฎิบัติตามหน้าที่ตามที่กรมที่ดินใช้มานานเเล้วไม่ใช้ระเบียบใหม่ซึ้งกรมที่ดินได้ออกระเบียบลดขั้นตอนเพื่อให้ข้าราชการของกรมที่ดินได้บริการประชาชนให้ได้รับความสะดวกกรมคงเห็นว่า ขั้นตอนที่มีอยู่นั้นท็าให้การปฏิบัคิหน้าที่งานล่าช้า เเต่ก็เกิดคําถาม ว่ากรมที่ดินสํานักมาตราฐาน มีต๋าตอบให้ประชาชนว่าเเนวทางใหนที่ใช้ในการปฏิบัติงานที่ใช้กัน


ระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 และประกาศกรมที่ดินเรื่องการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน ลงวันที่ 15 กันยายน 2547

ระเบียบกรมที่ดินว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 ออกโดยอาศัยอำนาจตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชนของหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2532 ซึ่งปัจจุบันระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง ยกเลิกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีบางฉบับ พ.ศ. 2546 เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2546 ต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติในการประชุม เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 ให้ส่วนราชการดำเนินการลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนลง 30-50% จากที่กำหนดไว้ในปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการประชาชน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2546 และสอดคล้องตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 กรมที่ดินจึงได้ออกประกาศกรมที่ดิน เรื่อง การลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการเพื่อประชาชน เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547 เพื่อปรับปรุงวิธีการปฏิบัติงาน และให้บริการของกรมที่ดินมีความสะดวก รวดเร็ว และตอบสนองความต้องการของประชาชน สำหรับรายละเอียดของระเบียบกรมที่ดิน ว่าด้วยการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชน พ.ศ. 2542 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี และประกาศกรมที่ดิน เรื่อง การลดขั้นตอนและระยะเวลาการปฏิบัติราชการ เพื่อประชาชนเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2547

ตอบโดย ศูนย์ส่งเสริมประสิทธิภาพกรมที่ดิน ราชการบริหารส่วนกลาง

14. แจกโฉนดที่ดินให้ผู้ขอ

ขั้นตอนสุดท้ายข้อ14ประชาชนจึงไม่ต้องการมาออกโฉนดกันโดยความจริงใครบ้างไม่ต้องการออกโฉนด




---------------------------------------------------------------


นายกฯประกาศเชิญชวนประชาชนทุกคนทุกฝ่าย

ร่วมเดินหน้าปฏิรูประเทศไทย" ย้ำรับฟังทุกเสียง-ทุกความคิด


วันนี้ประเทศไทยต้องเดินหน้า แต่ความโกรธ ความเคียดแค้นและความชิงชัง ไม่สามารถสร้างอนาคตให้ประเทศไทยและลูกหลานไทยได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะปรองดองเพื่อปฏิรูปประเทศไทย รวมใจเป็นหนึ่งเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ สร้างความเสมอภาค สื่อสารถึงกันอย่างสร้างสรรค์ ค้นหาและยอมรับความจริง โดยมีการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพและโปร่งใส


เรียนท่านนายกรัฐมนตรี


เรี่อง ขอความเป็นธรรม

ข้าพเจ้านําสค1ที่ระบุระยะจดที่รกร้างว่างเปล่าทั้ง3ด้านเเละถ้าข้อเท็จจริง จดป่าหรือที่ว่างเปล่าจริงตามที่ทางที่ดินจังหวัดม ีหนังสือถึงข้าพเจ้า

โดยมีใจความว่า

"ฝ่ายทะเบียนพิจรณาเเล้ว กรณึสค1 มีข้างเคียงด้านหนี่งด้านใด หรือหลายด้านจดป่าหรือจดที่ดินรกร้างว่างเปล่า โดยใช้ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่12พศ (2532)ข้อ10 ได้กําหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินให้ตามระยะที่ปรากฎในสค1เท่านั้น "เอกสารประกอบ


การที่ข้าพเจ้าได้ขอออกโฉนดโดยอาศัยหลักฐาน สค 1 ถ้าปรากฏว่าเนื้อที่ที่ทำการรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามใบแจ้งการครอบครอง (สค1) จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน (. 2497) มาตรา ๕๙ ตรี ในการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ถ้าปรากฏว่าเนื้อที่ที่ทำการรังวัดใหม่แตกต่างไปจากเนื้อที่ตามใบแจ้งการครอบครองตามมาตรา แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ..๒๔๙๗ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิจารณาออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ได้เท่าจำนวนเนื้อที่ที่ได้ทำประโยชน์ ทั้งนี้ตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด รวมถึง


ข้าพเจ้าด้วยความน้อยเนื้อตํ่าใจในวาสนาที่ฝันว่าจะได้มีโฉนดจากที่ดินที่ทํามาหากินมาด้วยความสุตริตเเละยังอุทิศที่ผ่ากลางที่ให้เป็นทางสาธารณะด้วยใจที่เห็นใจเพื่อนมนุษย์ด้วยกันข้าพเจ้ายังมีกําลังใจเพราะข้าพเจ้าเชี่อในกรรม ดีที่ทํามาตลอด

เเละข้าพเจ้าเชื่อโดยสุจริตว่าที่ดินของข้าพเจ้าไม่ติดที่ป่าหรือที่รกร้าง ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนเเละขอถามท่านนายกว่า ทำไมถึงมีการรับรองเเนวเขตครบทุกด้านรวมถึงผู้ว่าราชการจังหวัดตั้งคณะกรรมการ ตามกฎกระทรวงฉบับที่43 มีมติว่า สค 1 ถูกต้อง ออกให้ผู้ขอ ได้เต็มเเปลงเเละที่ดินข้างเคียงไม่เป็นที่หลวงหวงห้ามเเต่อย่างใด และข้าพเจ้าไม่เข้าใจเหมือนกันว่า ประกาศครบ30วัน ไม่มีผู้ใดโต้เเย้งคัดค้านเมื่อเจ้าพนักงานที่ดิน พิสูจน์ไม่ได้ว่าสค1 จดที่ว่างเปล่าทําไม.ข้าพเจ้าต้องกันระยะที่ดินออกไป5ไร่ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ได้ทําผิด..และหากเจ้าหน้าที่ที่ดินเชื่อว่าสค1-ของข้าพเจ้าจดป่า ทําไมถึงออกประกาศ 30 วันไม่มีผู้โต้เเย้งสิทธิซึ้งเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนออกโฉนดที่ิ ดินเเละที่สําคัญ ก็ต้องเเจ้งความดําเนินคดีกับ คณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 ที่ีมีต้วเเทนที่ดินจังหวัด ร่วมอยู่ด้วย ในข้อหา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เเ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ (ม 157)เพราะที่ดินเชื่อว่าสค1เเปลงนี้จดที่ว่างเปล่าช้าพเจ้าไม่ต้องการเอาผิดกับใครเพราะทุกคนก็มีครอบครัวที่ต้องดูเเลเเต่ไม่อยากให้คนอื่นๆต้องมาเจอปัญหาเช่นนี้คนจนเวลาไม่ได้รับความเป็นธรรม มันจุกอกหายใจไม่ออก เฝ้าถามตัวเองว่าเพราะเกืดมาจน จึงไม่ได้รับความเป็นธรรมเห็นชัดว่าถูกเเต่ทําอะไรไม่ได้ หรือว่านี้คือปัญหาที่ได้ยินตามวิทยุว่า

ปฏิรูปประเทศไทยร่วมกันเเก้ไขจะได้ปฏิบัติเป็นมาตราฐานเดียวกัน


ด้วยความเคารพอย่างสูง

จรัญ หนูพู่

ขอความเป็นธรรมขั้นพี้นฐาน





ตามระเบียบของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2532) ว่าด้วยเงื่อนไขการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ หมวด 2 ข้อ 10. บัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่ที่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า และระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฏในหลักฐานการแจ้งการครอบครอง ให้ถือระยะที่ปรากฏในหลักฐานการแจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์"

ส่วนข้อ 8. วรรคสองบัญญัติไว้ว่า "ในกรณีที่ระยะของแนวเขตที่ดินผิดพลาดคลาดเคลื่อน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์เท่าจำนวนเนื้อที่ที่ได้ทำประโยชน์แล้ว เมื่อผู้มีสิทธิในที่ดินข้างเคียงได้ลงชื่อรับรองแนวเขตไว้เป็นการถู

ประชาชนจึงมีคําถาม


"ห้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด" โดยอ้างเหตุ

สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่าก็ต้องถือระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 10 ในกรณีที่ดินนั้นมีด้านหนึ่งด้านใดหรือหลายด้านจดที่ป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่าเเละระยะที่วัดได้เกินกว่าระยะที่ปรากฎในหลักฐานเเจ้งการครอบครองให้ถือระยะที่ปรากฎในหลักฐานการเเจ้งการครอบครองเป็นหลักในการออกโฉนด ถือว่าเจ้าหน้าที่ ดำเนินการรังวัดออก โฉนด. โดยมิชอบ

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องถูกลงโทษทางวินัยและอาญาเมื่อดูแล้ว ไม่ปรากฎว่ามีประเด็นว่าเป็นที่หลวงหวงห้าม แต่เป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่า ประชาชนย่อมมีสิทธิ์เข้าไปครอบครองโดยเปิดเผยครับแม้ที่ว่างเปล่าได้สละการครอบครอง ผู้ครอบครองต่อมาย่อมได้รับ"สิทธิ์ครอบครอง"แล้วตามประมวลกฎหมายแพ่ง และสามารถนำที่ดินนั้นไปขอออกโฉนด โดยมิได้แจ้งการครอบครองได้เพราะไม่ใช่ที่หลวงหวงห้าม ซึ่งเป็นข้อห้ามการออกโฉนดตามประมวลกฎหมายที่ดินการพยายามบอกกับสังคมว่าเป็นที่หลวงต้องเอาคืน ไม่มีตรงไหนที่บอกว่า เป็นที่หลวง....มันเป็นการออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบซึ่งมีหลากหลายสาเหตุแต่ที่ดินที่เข้าไปทำประโยชน์นั้น หากเป็นคนไทยเข้าไปทำประโยชน์โดยเปิดเผยต่อเนื่อง ย่อมได้สิทธิ์ครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งฯอยู่แล้วการออกเอกสารสิทธิ์ให้เป็นเพียงเป็นการรับรองโดยทางราชการเท่านั้นเองคนเรียนกฎหมายย่อมซึมซับเรื่องสิทธิ์ในที่ดินและเอกสารสิทธิ์ เค้ารู้ว่ามันเป็นคนละเรื่องส่วนเจ้าของในปัจจุบันได้สิทธิ์นั้นโดยการครอบครองแล้วครับเพราะได้สิทธิ์ในที่ดินด้วยการเข้าทประโยชน์แล้วออกโฉนดได้ ไม่มีปัญหา...เป็นโฉนดใหม่นะครับ...( แต่จะเป็นโฉนดหลังแดง ห้ามโอน ห้ามซื้อขายภายใน 10 ปี เพราะไม่ได้แจ้งการครอบครอง )หากมีการเดินสำรวจทั้งตำบล ก็ขอออกโฉนดได้ นำทำการรังวัดได้เลยหากไม่มีการเดินสำรวจทั้งตำบล สามารถรอขอออกใบจอง แล้วนำใบจองไปขอออกโฉนดเฉพาะรายที่สำนักงานที่ดินโฉนดเก่า หรือ นส. 3 . เก่า ก็ยกเลิกไปเรื่องเอกสารสิทธิ์ กับสิทธิครอบครอง เป็นคนละเรื่องกันก่อนออกโฉนดใหม่หลังจากทำการสอบสวนและทำการรังวัดใหม่แล้ว ต้องปิดประกาศ 30 วัน หากไม่มีผู้คัดค้าน ก็ออกได้เลยหากมีผู้ร้องค้าน ก็จะเป็นเรื่องที่เจ้าพนักงานที่ดินเรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ยที่สำนักงานที่ดินหากตกลงกันได้ก็จบ ออกโฉนดได้ หากเจ้าพนักงานที่ดินเห็นว่าผู้ร้องค้านไม่มีเหตุผลเพียงพอ ก็สั่งออกโฉนดได้ ( เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดิน )กรณีนี้หากผู้ร้องคัดค้านเห็นว่าเป็นการออกโฉนดโดยมิชอบ ก็ไปร้องต่อศาลเอาเอง
กรณีที่ 2 หากผู้ร้องคัดค้านไม่ยินยอม เจ้าพนักงานที่ดินเห็นตามผู้ร้องคัดค้าน ก็จะไม่ออกโฉนดให้ ( เป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานที่ดินเช่นกัน )ผู้ขอออกโฉนดก็นำเรื่องร้องต่อศาล...สุดท้ายศาลจะเป็นผู้พิจารณาว่าที่ดินดังกล่าว สามารถออกโฉนดให้แก่ผู้ร้องได้หรือไม่ท้ายที่สุดเรื่องจะไปจบลงที่ศาลทั้งนั้น หากเป็นไปตามนี้..เพราะมิใช่ กันระยะโดยเหตุ"ทับที่หลวง" แต่เป็นเรื่องออกเอกสารสิทธิ์โดยมิชอบซึ่งยังคงมีที่ดินบางแปลงมีกรณีพิพาทกันอยู่เจ้าหน้าที่ จะเป็นฝ่ายเสียหายซะเองยิ่งมาตอกย้ำว่า...สค1 จดที่รกร้างว่างเปล่า ต้องกันระยะ


ซึ้งตามกฎหมาย ในเมื่อข้างเคียงมิได้ใช้สิทธิ์คัดค้านนำชี้เขตหรือนำรังวัดหรือให้ถ้อยคำต่าง ก็ต้องพิจารณาว่ามีกฏหมายหรือระเบียบให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างไรหรือไม่ซึ่งก็คือตามนัยดังกล่าว


กรณีปัญหาที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ เเต่เเนวทางปฎิบัติเเตกต่างจากจังหวัดภูเก็ต

ด้านนายจำลอง โพธิ์เพชร หัวหน้าสำนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย เปิดเผยว่า ที่ดินงอกกับที่ดินเพิ่มไม่เหมือนกัน ข้อเท็จจริงเป็นการเพิ่มจากการรังวัดตามแนวเขตที่ดิน ซึ่งตามแนวเขตในหนังสือส..1 ได้แสดงลักษณะผังที่ดินประกอบไว้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่การรังวัดเป็นโฉนดที่ดินต้องใช้วิธีการตรรกะ (การคำนวณกราฟ) ปักหมุดตามหลักเขต ฉะนั้นรูปที่ดินในโฉนดที่ออกมาจะเปลี่ยนไปตามแนวที่วัดได้และส่วนที่เพิ่มมา ต้องเป็นไปตามเขตที่ดินดังกล่าว

นายจำลองกล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่การรังวัดโฉนดเป็นไปได้ทั้งเนื้อที่ลดหรือเพิ่มขึ้นจากเดิม แต่ต้องเป็นไปตามการรังวัดของเจ้าหน้าที่ และต้องได้รับคำยินยอมจากเจ้าของที่ดินข้างเคียงเซ็นชื่อรับทราบยอมรับในแนวเขตดังกล่าว อย่าลืมว่าที่ดินบนเกาะสมุยมีราคาแพงคงไม่มีใครยอมให้คนอื่นมาบุกรุกกินเนื้อที่ของตนไปแน่ และหากเจ้าของที่ข้างเคียงไม่ยอมเซ็นชื่อก็ออกโฉนดให้ผู้ขอไม่ได้


สื่อมวลชลให้ความสนใจในเรื่ิองนี้

ละเอียดข่าว


กาขาว [ 13 ]


หนังสือพิมพ์เสียงใต้รายวัน ประจำวันที่ 16 มิถุนายน ..2553... ขอเชิญชวนพสกนิกรร่วมกันแสดงถึงความจงรักภักดีและลงนามถวายพระพร...

สำรวจตัวเลขยื่นคำร้องขอกรรมสิทธิ์ที่ดินบนเกาะภูเก็ต 1,400 ราย ที่ออกเอกสารไม่ได้ เป็นปัญหาโลกแตกสำหรับเกาะภูเก็ตหลายมาตรฐาน อย่างที่มท.3” ถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย ชี้ว่าเป็นปัญหาที่ลาดชัน-ควนเขา”...z กฎกระทรวงมหาดไทย ฉบับที่ 43”ให้อำนาจผู้ว่าฯแต่งตั้งคณะกรรมการประกอบด้วย ที่ดิน, ป่าไม้, นายอำเภอ, พัฒนาการที่ดิน และผู้ใหญ่บ้าน ร่วมกันตรวจสอบที่ดินที่มีปัญหา และการครอบครองก่อน ..2497 โดยเฉพาะ..1”...z ขั้นตอนนี้กรมที่ดินได้ประกาศให้ราษฎรที่ครอบครองขอออกโฉนดปัญหาที่จะถกเป็นประเด็นว่า..1”ที่ดินที่ครอบครองน้อยกว่าเป็นจริง เพราะการเลี่ยงภาษี”...z นี่เป็นประเด็นหนึ่งของการคอร์รัปชันคือ การต่อรองอามิสสินจ้างหรือขอส่วนแบ่งส่วนที่เกินในหลายรูปแบบ ความง่ายกลายเป็นยาก หรือความยากชาวบ้านขี้เกียจรำคาญกำขี่ดีกว่ากำตดเป็นเรื่องง่าย...z พูดถึงคณะกรรมการที่ผู้ว่าฯแต่งตั้ง ถือว่าร่วมฟันธงที่ดินแปลงไหนถูกหรือบุกรุกในเขตป่าสงวนแห่งชาติและที่ดินสาธารณะ เสนอรายงานต่อผู้ว่าฯมิใช่ว่าการแสดงความคิดเห็นส่วนตัวอคติเมื่อติดเขตที่ดินของใคร เซ็นรับรองแนวเขตหรือติดเขตป่าฯ ติดประกาศ 30 วัน ใครค้านแย้งได้...z ที่เกิดขึ้นที่ดินเห็นแย้งป่าไม้ไม่มีปัญหา นายอำเภอและผู้ใหญ่บ้าน เห็นพ้อง แต่เป็นว่าการเสนอความเห็นส่วนตัวขัดต่อความเป็นจริง นี่ก็ถือว่าต่ำกว่ามาตรฐานเออ...เวรจงระงับด้วยการไม่จองเวร ชาวบ้านตาดำๆมีสิทธิ์ไหมครับ เอวังด้วยประการฉะนี้...z โฉนดบินเพราะโจรในเครื่องแบบร่วมมือกันโกงสมบัติชาติไม่อยากจะพูดมาก หรือไปสอนสังฆราชกฎกระทรวง .43” หากเกิดการขัดแย้ง ขอให้ผู้ตรวจกรม-กระทรวง-สำนักนายกรัฐมนตรีลงมาร่วมตรวจสอบ เชื่อว่า 1,400 แปลง ขุดหาความจริงได้...z ย้ายกลับมาใหญ่ นิวิทย์ อรุณรัตน์ รองผู้ว่าฯภูเก็ตคนใหม่ (อดีตปลัดจังหวัด) คนภูเก็ต สับเปลี่ยนเก้าอี้กับ สมิทธิ์ ปาลวัฒน์วิไชย ย้ายไปเป็น รองผู้ว่าฯสุโขทัย ยินดีด้วย...z สนง. เขตพื้นที่การศึกษาภูเก็ต ถนัด ขวัญนิมิต ผู้อำนวยการ ย้ายไปเป็น ผอ.ฯเขต 2 พัทลุง ยกเก้าอี้ให้ ประไพ รัตนไพจิต ผอ.ฯร้อยเอ็ด คนเมืองคอนมานั่งแทน เพื่อรอเกษียณอายุ โชคดีเช่นกัน...z สนง.เหล่ากาชาดจังหวัดภูเก็ต จัดฝึกอบรมผู้ประสานงานการจัดหาบริการโลหิต คน RH (เลือดลบ) ระหว่างวันที่ 22-23 มิถุนายน ศกนี้ 2 วัน ที่โรงแรมเพิร์ลและโรงแรมภูเก็ตเมอร์ลิน.............

กาขาว

วันที่ : 15 มิ. 2553

ข้อมูล นสพ เสียงใต้

ภาพขนาดย่อของรายการ

กรณีที่ดินจังหวัดสุราษฎร์,พังงา,กระบี่,เลย เเนวทางปฎิบัติเเตกต่างจากจังหวัดภูเก็ต

การดำเนินการในการออกโฉนดที่ดิน กรณีเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินตามโครงการเร่งรัดออกโฉนดที่ดินทั่วประเทศ หากกระบวนการในการรังวัดถูกต้อง ครบถ้วน ก็สามารถแจกโฉนดได้ภายในระยะเวลาของโครงการฯ แต่หากมีปัญหาในการดำเนินการของขั้นตอนการรังวัด เช่น การรับรองแนวเขตไม่ครบถ้วน ก็จะต้องส่งเรื่องราวให้สำนักงานที่ดินท้องที่ดำเนินการต่อ โดยต้องนัดรังวัดตรวจสอบใหม่ เพื่อแจ้งให้ข้างเคียงที่ดินที่ไม่ได้รับรองแนวเขตมาระวังชี้แนวเขต ถ้าหากการดำเนินการในส่วนต่าง ดังกล่าวครบถ้วนแล้ว ก็สามารถออกโฉนดได้โดยเร็ว

ตอบโดย สำนักงานที่ดินจังหวัดพังงา

ฝ่ายอํานวยการสํานักงานที่ดินจังหวัดกระบี่, พังงา เเละ กว จังหวัดเลย จังหวัด สุราษฎร์ ใช้ข้อเท็จจริง ต่างจากภูเก็ตยึดระยะตามสค1เป์นหลักไม่ใช้ข้อเท็จจริงที่เป็นปัจุบันผมเลยไม่เข้าใจเเต่ถ้าเป็นเเนวทางปฎิบัติเดียวกันประชาชนก็จะลดภาระไม่ต้องขึ้นศาลปกครองเพราะจะไม่มีความคิดว่าจังหวัดอื่นออกให้ครบเเต่จังหวัดเราถูกตัดระยะเลยตัองไปศาลปกครองเพราะที่ดินจังหวัดเเจ้งว่าเป็นคําสั่งทางปกครองให้ไปฟ้องศาลปกครองเลยคิดในใจนี่เราอยู่กับเพี่อนคนละรัฐเหมือนในอเมริการึเปล่าเพราะกฎหมายใชัคนละฉบับที่รู้มารัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวเเบ่งเเยกไม่ได้



---------------------------------------------------------------

------------------------------------------------------------


ปปช



กรณ๊ที่ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าหรือคาบเกี่ยวเขตป่าไม้ ในชั้นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ..3. ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นไปตรวจสอบแล้วและคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรออก ..3.ให้ผู้ขอได้แล้ว ต่อมาผู้ขอได้นำหลักฐาน ..3.ฉบับนั้นมาขอออกโฉนดที่ดิน จำเป็นจะต้องตั้งคณะกรรมการฯขึ้นไปทำการตรวจพิสูจน์อีกหรือไม่ อย่างไร


คณะกรรมการ ... พิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของ นายสมนึก ไพบูลย์ เป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ และเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็น เจ้าพนักงาน ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบให้หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่ตนเองหรือผู้อื่น และฐานเป็นเจ้าพนักงาน ปฏิบัติหรือละเว้นการ ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 และมาตรา 157 จึงมีมติให้ส่ง รายงาน เอกสารและความเห็นไปยังผู้บังคับบัญชาและอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินการทางวินัยและ ฟ้องผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีอาญาต่อศาล ต่อไป




ถ้ามาดูที่เเปลงนี้


กรณีกรณ๊ที่ที่ดินตั้งอยู่ในเขตป่าหรือคาบเกี่ยวเขตป่าไม้ ในชั้นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นไปตรวจสอบแล้วและคณะกรรมการมีความเห็นว่าควรออก โฉนด.ให้ผู้ขอได้แล้ว ต่อมาที่ิดินจังหวัดภูเก็ตได้เสนอความเห็นโดยไม่ใช้มติของคณะกรรมการตามกฎกระทรวงฉบับที่43 เสนอผู้ว่าซึ้งเป็นขั้นตอนที่ถูกต้อง 1 ใน5 ของคณะกรรมการมีที่ดินจังหวัดเป็นคณะกรรมการร่วมอยู่ด้วย ถ้าคณะกรรมการรับรองเเต่เจ้าที่ดินไม่รับรอง ดูเเล้วไม่ปฎิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นความผิดทางวินัยเเละใข้อํานาจโดยมิชอบ







ในฐานะเป็นคนไทยขอเป็นกําลังใจให้นายกทวงคืนเเผ่นดินไทยกลับมาในเร็ววัน

วันเสาร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2553

หน่วยงานที่เกี่ยวกับที่ดิน


กระทรวงมหาดไทย

1.กรมที่ดิน 

ภารกิจ / วัตถุประสงค์ของหน่วยงาน
ภารกิจตามประมวลกฎหมายที่ดิน
-การดำเนินงานออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้ราษฎร
-ให้บริการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดิน และอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
-ประเมินราคาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่น
-จัดที่ทำกินให้ประชาชนตามประมวลกฎหมายที่ดิน ภารกิจตามกฎหมายอื่น
- ควบคุมการจัดสรรที่ดิน
- การจดทะเบียนอาคารชุด
- การควบคุมช่างรังวัดเอกชน

2.กรมโยธาธิการ และ ผังเมือง 

อำนาจหน้าที่
( 1 ) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน กฎหมายว่าด้วยการควบคุมกิจการค้าขายอันกระทบถึงความปลอดภัยหรือความผาสุกแห่งสาธารณชนและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง
( 2 ) วางและจัดทำผังเมืองประเภทอื่นๆ ตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย หรือตามที่ส่วนราชการอื่นร้องขอ และดำเนินการให้เป็นไปตามผังเมืองนั้นๆ
( 3 ) ดำเนินการจัดรูปที่ดินเพื่อพัฒนาพื้นที่
( 4 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการวางผัง วิจัย การติดตามประเมินผล และพัฒนามาตรฐานด้านการผังเมืองและโยธาธิการ รวมทั้งการจัดทำเกณฑ์มาตรฐานและคู่มือด้านการผังเมืองและโยธาธิการ
( 5 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการวางผัง ออกแบบ ควบคุมการก่อสร้าง บูรณะเมืองหรืออาคาร และสิ่งก่อสร้างของหน่วยงานของรัฐ
( 6 ) ให้บริการและคำปรึกษาเกี่ยวกับงานออกแบบ งานก่อสร้าง และงานที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมแก่หน่วยงานต่างๆ
( 7 ) ดำเนินการเกี่ยวกับการออกแบบ การก่อสร้างและควบคุมอาคารก่อสร้างอาคารและโครงสร้างพื้นฐานรวมทั้งการบูรณะ และบำรุงรักษา
( 8 ) ดำเนินการประสาน กำกับดูแล สนับสนุนและพัฒนาให้เป็นไปตามผังเมือง รวมทั้งกำกับตรวจสอบการใช้อำนาจตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมืองของเจ้าพนักงาน ท้องถิ่น
( 9 ) ดำเนินการพัฒนาระบบและบริหารข้อมูลการผังเมืองและโยธาธิการ
( 10 ) ดำเนินการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรของกรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งหน่วยงานอื่นด้านการผังเมืองและโยธาธิการ
( 11 ) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรม หรือตามที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

กระทรวงการคลัง
กรมธนารักษ์ 


1. กลุ่มงานพัฒนาธุรกิจและศักยภาพที่ราชพัสดุ มีอำนาจหน้าที่กำหนดมาตรฐานการใช้ แนวคิดและรูปแบบโครงการของที่ราชพัสดุ และสนับสนุนการพัฒนาธุรกิจ ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุ จัดทำแผนเชิงกลยุทธ์ การพัฒนา และใช้ที่ราชพัสดุ ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลไทยในต่างประเทศ ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

2. สำนักบริหารที่ราชพัสดุกรุงเทพมหานคร มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการปกครอง การดูแล การบำรุงรักษา และการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ราชพัสดุในเขตกรุงเทพมหานคร ปฎิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฎิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

3.สำนักบริหารที่ราชพัสดุ 1-2 มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตท้องที่ที่รับผิดชอบ ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุรวมทั้งการจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรม เกี่ยวกับที่ราชพัสดุ ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

4. สำนักบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ราชพัสดุ มีอำนาจหน้าที่จัดทำและบริหารฐานข้อมูลเกี่ยวกับทะเบียนหลักฐาน ที่ราชพัสดุ สำรวจรังวัดและจัดทำแผนที่ที่ราชพัสดุปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการ ปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

5. สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ (75 พื้นที่) มีอำนาจหน้าที่ภายในเขตท้องที่รับผิดชอบ ดำเนินการเกี่ยวกับการปกครองการดูแล การบำรุงรักษา และการพัฒนาศักยภาพที่ราชพัสดุ ดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ที่ราชพัสดุ รวมทั้งการจัดหาประโยชน์และทำนิติกรรมที่เกี่ยวข้องกับที่ราชพัสด ุดำเนินการเกี่ยวกับการประเมินราคาอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นตาม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการและประสานงานเกี่ยวกับเงินคงคลังและเงินตราที่เป็นอำนาจหน้าที่ ของกรม ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย

6. สำนักประเมินราคาทรัพย์สิน มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่นตามกฎหมาย
ที่เกี่ยวข้อง และ เสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาในการกำหนดราคาประเมินของอสังหาริมทรัพย์ และทรัพย์สินอื่นตามกฎหมายที่
เกี่ยวข้องดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการของคณะกรรมการกำหนดราคาประเมินทุน ทรัพย์ตามประมวลกฎหมายที่ดินดำเนินการเกี่ยวกับการ
พัฒนามาตรฐานการประเมินราคาของอสังหาริมทรัพย์และทรัพย์สินอื่น ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติ
งานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ได้รับมอบหมาย

กระทรวงเกษตร และ สหกรณ์
1. กรมป่าไม้
เพื่อให้การจัดการและพัฒนาทรัพยากรป่าไม้ สามารถกระทำ โดยต่อเนื่องในระยะยาวและประสานสอดคล้องกับการพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติชนิด อื่น จึงสมควรกำหนด นโยบายการป่าไม้แห่งชาติไว้ให้เป็นการแน่นอน เพื่อให้ ส่วนราชการและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องได้มีความเข้าใจร่วมกันและถือเป็นแนวทาง ปฏิบัติ อันจะทำให้การพัฒนาป่าไม้เป็นไปอย่างราบรื่น และบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด
2. กรมพัฒนาที่ดิน 
หน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดิน ตามพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2537
-1. ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์ วิจัยทำสำมะโนดินและที่ดิน เพื่อกำหนดนโยบายและวางแผนการใช้ที่ดิน และเพื่อการพัฒนาที่ดิน
-2. ให้บริการด้านการวิเคราะห์ ตรวจสอบ และให้คำแนะนำเกี่ยวกับดิน น้ำ พืช ปุ๋ย และอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน
-3. ถ่ายทอดผลการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และให้บริการด้านการพัฒนาที่ดินแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและเกษตรกร
-4. ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินหรือที่กระทรวงหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย

3.สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
-1. จัดหาที่ดินเพื่อนำมาปฏิรูปที่ดิน ทั้งที่ดินของรัฐและโดยการจัดซื้อ หรือเวนคืน จากเจ้าของที่ดิน ซึ่งมิได้ทำประโยชน์ในที่ดินนั้น
ด้วยตนเอง หรือมีที่ดินเกินสิทธิ์ตามที่ พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ๙ กำหนด
-2. การจัดที่ดิน ให้แก่เกษตรกร สถาบันเกษตรกร และผู้ที่ประสงค์จะเป็นเกษตรกรตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา กำหนดหลัก
เกณฑ์และเงื่อนไขในการเป็น เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๓๕ สำหรับที่ดินเพื่อเกษตรกรรมและให้แก่บุคคลอื่นสำหรับใช้ที่ดิน เพื่อกิจการที่เป็นการ
สนับสนุนและเกี่ยวเนื่องกับการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
-3. การควบคุมสิทธิ์ในที่ดิน
-4. การพัฒนาในรูปแบบต่างๆ ทั้งพัฒนาอาชีพและพัฒนาขั้นพื้นฐาน

ที่มา,รายละเอียดเพิ่มเติม www.land.co.th

 
สภาพถนนคอนกรีตตัดขึ้นเขาแพง เป็นภาพถ่ายทางอากาศ

 
นายประชา ประสพดี ปธ.กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมฯ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะขึ้นบินด้วยฮ.ตรวจสอบ พร้อมถ่ายภาพ สภาพถนนคอนกรีตเป็นทางยาวตัดขึ้นเขาแพง (เขาเตย) ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย พร้อมร่วมฟังคำชี้แจงของเจ้าหน้าที่ 
วันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 23:34:56 น.  มติชนออนไลน์



กมธ.สภาฯนั่งฮ.บุกสำรวจที่ดินลูก"สุเทพ" พิรุธไม่พบส.ค.1ของ"นิพนธ์" จนท.ยันออกเอกสารสิทธิถูกต้อง

กมธ.กฎหมายฯนั่ง ฮ.สำรวจที่ดินลูก"สุเทพ" พบพิรุธเอกสารสิทธิ 1 แปลงหายไป สั่งให้ตรวจสอบด่วน จนท.แจงที่ดินของ"แทน เทือกสุบรรณ" อยู่บน"เขาเตย"ไม่ใช่"เขาแพง" ยันออกเอกสารสิทธิถูกต้อง เผยต่างชาติเข้าไปครอบครองมากขึ้น รบ.จัดเวทีเสวนาประชาชนระดมสมองแก้ปัญหาที่ดินทำกิน 



เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน นายประชา ประสพดี ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร และนายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะประธานคณะทำงานติดตามตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พร้อมคณะทั้งหมด 13 คน เข้ารับฟังคำชี้แจงการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ที่ห้องประชุมเทศบาลเมืองเกาะสมุย อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี
มีนายศักดิ์ชัย จ.ผลิต นายอำเภอเกาะสมุย นายจำลอง โพธิ์เพชร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดสุราษฎร์ธานี สาขาเกาะสมุย พ.ต.อ.สำราญ มาเจริญ ผกก.เกาะสมุย และนายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศมนตรีเมืองเกาะสมุย ให้การต้อนรับและร่วมชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุม ทาง กมธ.ซักถามใน 3 ประเด็น คือ
1.การอออกเอกสารโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
2.ความลาดชันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ห้ามเกิน 35% และ
3.ที่ดินที่นำมาออกโฉนดมี ส.ค.1 ทุกแปลงหรือไม่

นายประเกียรติกล่าวว่า ต้องการมาตรวจสอบและรับฟังว่า การออกโฉนดในที่ดินของ นายแทน และนายนิพนธ์ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ขอให้ตรวจสอบจากสารบบบันทึกมีเอกสาร ส.ค.1 ออกเป็น น.ส.3 เป็นไปโดยชอบหรือไม่อย่างไร

นายประชากล่าวว่า ขอให้ ผกก.สภ.เกาะสมุย ช่วยดูแลครอบครัว นายประธูป ภู่ไพบูลย์ ราษฎรซึ่งทำกินอยู่บนเขาแพงและเป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้ ที่กำลังมีความวิตกกังวล และเป็นห่วงในความไม่ปลอดภัย โดยขอให้ ผกก.แจ้งให้ ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานีทราบด้วย ในประเด็นที่ดินของนายแทนที่จาก น.ส.3 28 ไร่ ออกโฉนดเป็น 62 ไร่ เพิ่มถึง 29% ซึ่งมีข้อน่าสงสัย

ด้านนายจำลองชี้แจงว่า พื้นที่ดังกล่าวชื่อว่า "เขาเตย" ไม่ใช่"เขาแพง" โดยที่ดินครอบครัวของนายสุเทพจากการตรวจสอบการออกโฉนดขั้นต้นถือว่า เป็นไปตามขั้นตอนราชการทุกประการ กรณี ส.ค.1 ที่พื้นที่น้อยออกเป็น น.ส.3 มีพื้นที่มากไปจากเดิมเป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 ส่วนประเด็นที่ว่า กรณีเนื้อที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมให้ออกโฉนดได้เท่าที่ทำประโยชน์ เมื่อมีเจ้าของที่ดินข้างเคียงรับรองสิทธิ ซึ่งท้องที่บนเกาะสมุยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดที่ไปรังวัดจะได้เนื้อที่เกินไปจากหลักฐานเดิมเกิน 80% ของผู้มาออกโฉนด การเพิ่มของที่ดินเป็นเรื่องปกติ บางแห่งเพิ่มถึง 200-300% ก็เคยมี

นายจำลองกล่าวว่า ได้ตรวจสอบเอกสาร ส.ค.1 บนเขาเตยทั้งหมด  ส่วนใหญ่เท่าที่พบมี ส.ค.1 และไม่มี ส.ค.1 เพียง 2 ราย คือ นายข้อง แซ่ภู่ (บิดานายประธูป) และนายรักษ์ ทวยเจริญ กรณีแปลง 62 ไร่ ของนายแทนจะเป็นที่ลาดเนินเขา ได้มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2530 กำหนดว่า พื้นที่ลาดเกิน 35% ขึ้นไปห้ามออกเอกสารสิทธิ เว้นไว้กันเป็นที่ป่าไม้ เว้นแต่ว่าเจ้าของมีสิทธิโดยชอบตามกฎหมาย ถ้ามี ส.ค.1 ก็มีสิทธิโดยชอบ ฉะนั้น จะนำกฎหมาย 35% มาใช้ไม่ได้

"ที่ น.ส.3ก.3 ฉบับของนายแทนมาจาก ส.ค.1 ทั้ง 3 ฉบับ โดย ส.ค.1 เลขที่ 85 มีชื่อนายชื่น ศรีแผ้ว ครอบครองจรดข้างเคียงกัน ด้านทิศใต้มีนายเชื่อม ศรีแผ้ว ขายให้นายแทน และทิศตะวันออก นายเทียบ ลิ้มสุวรรณ ได้ออก น.ส.3 ขายต่อให้คนอื่นไป แต่แปลงตรงกลางของนายเชื่อม ศรีแผ้ว ส.ค.1 เลขที่ 97 ค้นในสารบบไม่เจอ แต่ไปดู ส.ค.1 แปลงข้างเคียง ระบุเป็นชื่อนายเชื่อมจริง และทะเบียนครอบครองมีชื่อนายเชื่อมเป็นเจ้าของ" นายจำลองกล่าว

นายจำลองกล่าวว่า ทั้งนี้ ส.ค.1 เลขที่ 95 ซึ่งเป็นของนายจรูญ ศรีแก้ว เจ้าของเดิมก่อนที่จะขายให้ หจก.เรืองปัญญา คอนสตรัคชั่นนั้น มีจำนวน 16 ไร่ 3 งาน 97 ตร.ว. ภายหลังได้แบ่งออกเป็น 2 แปลง แปลงแรกจำหน่ายให้กับนายแทนในขณะที่เป็น น.ส.3ก. ส่วนแปลงที่ขายให้นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ นั้น ถูกนำออกโฉนดแล้ว โดยนำไปจดทะเบียนซื้อขายอย่างถูกต้อง แต่ทั้งนี้ เอกสารการออก ส.ค.1 ของที่ดินแปลงดังกล่าวยังหาไม่พบในสารบบ ซึ่งไม่ใช่เฉพาะแปลงนี้เท่านั้น แต่มีอีกหลายแปลงที่หาไม่เจอด้วยเช่นกัน

ขณะที่ กมธ.กำชับให้สำนักงานที่ดินไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลักฐาน โดยนายประชากล่าวว่า ขอยืนยันว่าเอกสารที่อ้างว่าหายไปนั้น ตนมีสำเนา และจะนำไปแถลงข่าวก่อนวันที่ 23 มิถุนายน เพื่อให้สาธารณะได้รับทราบว่าหายจริงหรือไม่ ระหว่างนั้น นายจำลองกล่าวขึ้นว่า ถ้าอย่างนั้นขอสำเนา 1 ชุด เพื่อทดแทนเอกสารที่หายไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังใช้เวลาประชุมนานกว่า 1 ชั่วโมง นายประชาขอให้นายจำลองยืนยันว่า การออกเอกสารสิทธิถือครองที่ดินของตระกูลเทือกสุบรรณ  และนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งนายจำลองได้กล่าวว่า ยืนยันว่าเอกสารสิทธินี้ชอบทุกแปลง แต่อาจมีการคลาดเคลื่อนในเอกสารนิดหน่อย สำหรับเกาะสมุยเป็นที่มีพื้นที่ว่างน้อย ในส่วนที่ไม่มีเอกสารสิทธิ แต่มีใบ ภ.ท.บ.5 อยู่ประมาณ 600 รายเศษ อยู่ในระหว่างตรวจสอบ ทั้งนี้ ในพื้นที่เขาแพงไม่มีพื้นที่ป่าแต่อย่างใด ขณะที่นายกเทศมนตรีเกาะสมุย โต้แย้งขึ้นทันทีว่า บนเกาะสมุยมีพี้นที่ป่าสงวนที่แจ้งต่อเทศบาลไว้ เมื่อดูจากภาพถ่ายทางอากาศพบว่า อยู่ห่างจากที่ดินของนายแทนออกไป 4 กิโลเมตร ตนขอให้ กมธ.ให้ความช่วยเหลือกับชาวบ้าน เพราะตอนนี้มีนายทุนต่างชาติเข้ามาถือครองจำนวนมาก

หลังการประชุม กมธ.พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนราชการ ได้แก่ นายอำเภอเกาะสมุย นิติกรจังหวัด นำสื่อมวลชนขึ้นเฮลิคอปเตอร์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บินวนดูพื้นที่มุมสูงของเขาแพงจากทางอากาศ พบว่า ยังมีสภาพป่าอุดมสมบูรณ์ อีกทั้งมีสวนมะพร้าวหนาแน่น ส่วนที่ดินของนายแทนถูกปรับสภาพ มีการพัฒนาพื้นที่โดยตัดถนนซีเมนต์สองเลน ลัดเลาะตั้งแต่ตีนเขาทางขึ้นจาก ต.แม่น้ำ จนถึงที่ดินบริเวณยอดเขา อีกทั้งยังพบว่า มีการตัดถนนขึ้นลงอีกด้านหนึ่งของเขาแพง ทาง ต.อ่างทอง นอกจากนี้ ยังพบว่ามีขุดอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อกักน้ำไว้ใช้

หลังจากนั้นผู้สื่อข่าวเดินทางโดยรถยนต์เพื่อเข้าไปสังเกตการณ์ในที่ดินดังกล่าวของนายแทน พบว่า ทางขึ้นด้านบ้านบางปอ มีการนำป้ายปิดประกาศห้ามเข้า ระบุว่า เป็นที่ดินส่วนบุคคลของนายบรรเจิด ซึ่งเป็นคนสนิทของนายสุเทพ 

นายจำลองให้สัมภาษณ์ภายหลังถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ถูกโยกย้ายมาเป็นรักษาการซี 8 เจ้าหน้าที่ดินเกาะสมุย เพื่อดูแลการออกโฉนดดังกล่าว นายจำลองกล่าวว่า ได้รับการโยกย้ายมาด้วยความเหมาะสม เพราะเป็นคนในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี รู้จักคนมากพอสมควร ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นข้าราชการซี 7 แต่กินตำแหน่งซี 8 นั้น ความจริงแล้วได้รักษาการซี 8 แล้วเหลือแต่ทำผลงานเท่านั้น ก็จะได้ขึ้นเป็นซี 8 ทั้งนี้ ที่ดินคนเก่าขอย้ายไป จ.ลำปางเอง เพราะไม่มีความสบายใจในการทำงานที่นี่ สำหรับการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการถือครองที่ดินของนายแทนเสร็จแล้ว เตรียมรายงานให้ทางกรมที่ดินรับทราบ

วันเดียวกันที่ทำเนียบรัฐบาล นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า รัฐบาลเตรียมจะจัดเวทีเสวนาประชาชนในหัวข้อ "การจัดการที่ดินเพื่อการทำกิน:ปัญหาและทางออก" ระหว่างวันที่ 24-25 มิถุนายน ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยจะเชิญตัวแทนผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ภาคประชาชน เอ็นจีโอ นักวิชาการ และสื่อมวลชน เพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ดิน หลังจัดงานจะมีคณะทำงานที่มาจากนักวิชาการสรุปประเด็นปัญหาเกี่ยวกับที่ดินของประชาชน ใช้เวลา 2 สัปดาห์ เสนอรัฐบาลเพื่อจัดทำนโยบายต่อไป สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมสังเกตการณ์สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หมายเลขโทรศัพท์ 1111





วันศุกร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2553


การปิดประกาศที่ดิน
ตามประกาศกรมที่ดินฯ กำหนดระยะเวลาในการออกโฉนดที่ดินเฉพาะรายไว้ ประมาณ ๖๔ วัน กรณีของท่านอยู่ในขั้นตอนการปิดประกาศ ซึ่งมีระยะเวลา ๓๐ วัน เมื่อประกาศครบกำหนดแล้วและไม่มีเหตุคัดค้านหรือขัดข้อง เจ้าพนักงานที่ดินจะพิจารณาลงนามภายใน ๕ วัน นับแต่วันรับเรื่อง เสร็จแล้วแจ้งเจ้าของที่ดินให้มารับโฉนดที่ดินภายใน ๓ วัน


การนับระยะเวลาปิดประกาศ ให้เริ่มนับ 1 ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นของวันปิดประกาศฉบับหลังสุดเป็นต้นไปจนครบ 30 วันหากวันที่ครบกำหนดตรงกับวันหยุดราชการให้เริ่มนับวันที่เริ่มทำงานต่อจากวันหยุดนั้นเป็นวันสุดท้ายของระยะเวลา 


หมายเหตุ ระยะเวลาดังกล่าวขึ้นอยู่กับจำนวนหรือลำดับคิวในการเขียนและเสนอโฉนดลงนามด้วย เพื่อความรวดเร็ว หลังจากประกาศครบกำหนดแล้วประมาณ15 วัน ขอให้ท่านติดต่อเพื่อขอทราบความคืบหน้าในการดำเนินการเรื่องของท่านหรือเพื่อขอรับโฉนดที่ดินกรณีที่เจ้าพนักงานที่ดินลงนามในโฉนดที่ดินแล้วได้ที่สำนักงานที่ดินจังหวัดที่ท่านได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินไว้

ตอบโดย :
สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ 
ประสานงานโดย :สำนักงานเลขานุการกรม โทร.0-2141-5594 
วันที่ :16 มิถุนายน 2553 15:33 น. 

เรียน อาจารย์มีชัยฯด้วยความเคารพ
เ้ดิมที่ดินของดิฉันเป็น นส.3 ก.ต่อมาได้ขอออกเป็นโฉนด โดยที่ดินข้างเคียงเป็นโฉนดทุกแปลงซึ่งเจ้าพนักงานที่ดินได้มาทำการรังวัดและเ้จ้าของที่ดินข้างเคียงได้ลงนามรับรองการชี้แนวเขตที่ดินพนักงานที่ดินก็ได้ออกโฉนดที่ดินให้ดิฉันเป็นที่เรียบร้อย ดิฉันจึงได้จัดทำรั้วกำแพงคอนกรีตตามแนวเขตที่ดินดังกล่าว แต่ต่อมาเจ้าของที่ดินข้างเคียงได้ขอรังวัดสอบเขตที่ดินใหม่่่ ปรากฎว่าที่ดินแปลงของดิฉันรุกล้ำทับซ้อนกับที่ดินข้างเคียงดังกล่าว เจ้าของที่ดินข้างเคียง จึงได้แจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน พนักงานสอบสวนส่งเรื่องอัยการ อัยการสั่งไม่ฟ้อง แต่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องรั้วของข้าพเจ้า ซึ่งได้กอ่สร้างไปแล้ว จึงขอคำแนะนำจากอาจารย์ว่าหากต้องรื้อรั้วดังกล่าว ดิฉันจะเรียกค่าเสียหายจากใครได้บ้าง
ขอบพระคุณมาก
อมรวรรณ

เรียน คุณอมรวรรณ
ในเมื่อในชั้นที่คุณรังวัดออกโฉนดที่ดินของคุณ เจ้าของที่ดินข้างเคียงได้รับรองแนวเขตแล้ว ย่อมต้องถือว่าเขตที่ดินตามที่คุณสร้างรั้วไว้นั้นถูกต้องแล้ว (ถ้าคุณได้สร้างรั้วในที่ดินของคุณตามแนวที่รังวัดไว้ ไม่ใช่สร้างล้ำเข้าไปนอกเขตที่ดินของคุณ) การที่เจ้าของที่ดินมาขอรังวัดใหม่ ซึ่งคุณก็ต้องรับรองแนวเขตด้วย คุณก็ไม่ควรรับรองแนวเขตที่เขาชี้ล้ำเข้ามาในที่ดินของคุณ ถ้าตราบใดที่คุณไม่รับรอง การรังวัดนั้นก็ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าคุณไปยอมรับรองแนวเขตให้ล้ำเข้ามาในรั้วบ้านของคุณเอง ก็แสดงว่าคุณยอมรับว่าคุณสร้างกำแพงล้ำเข้าไปในที่ดินของคนอื่น เมื่อคุณต้องรื้อรั้วนั้น จึงเป็นความผิดของคุณเอง จะไปเรียกเอาจากคนอื่นไม่ได้

ข้อมูลจาก ถามตอบมีชัย ฤชุพันธุ์ 

มท.3 สั่ง จนท.เร่งสอบที่ดิน “นิพนธ์” ยันไม่แทรกแซงแต่ให้ทำตาม กม.
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์24 มิถุนายน 2553 16:55 น.

ถาวรสั่งกรมที่ดินเร่งสอบการถือครองที่ดินนิพนธ์ยันไม่แทรกแซง แต่ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย พร้อมแจง ...หากเรียกมา เผยแทนพูดชัด ถ้าผิดพร้อมคืน ยอมรับบางรายไม่มี..1” เพราะขี้เกียจไปแจ้งกรมที่ดิน มั่นใจประชาธิปัตย์ประวัติศาสตร์ไม่ซ้ำรอยเรื่องที่ดินอีก
     
       นายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้กรมที่ดินออกมาชี้แจงการถือครองที่ดินของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นของใคร ครอบครองมาตั้งแต่ปีไหน ว่าตนได้สั่งให้กรมที่ดินลงไปตรวจสอบแล้ว และได้บอกไปว่าให้ทำเร็วที่สุด เมื่อตรวจสอบเสร็จเขาคงชี้แจงมาเอง
     
       ส่วนกรณีที่กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีการประชุมพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการถือครองที่ดินของนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง กรณีที่ร้องเรียนว่าออกโฉนดโดยไม่ชอบนั้น นายถาวรกล่าวว่า การรังวัดออก ..3 .ใช้เทคนิคเก่ามาก โดยใช้เทปวัดที่ดินกว้างคูณยาว และได้เนื้อที่ออกมาซึ่งมีความคลาดเคลื่อนเป็นจำนวนมาก ส่วนการออกโฉนดนั้นมีการใช้กล้องทีโดโอไลต์ ซึ่งมีความทันสมัยและมีมาตรฐานที่แม่นยำ จึงคำนวณเนื้อที่ได้ถูกต้องเป็นที่ยอมรับ ทั้งนี้ไม่ได้ดูเฉพาะเรื่องการคำนวณอย่างเดียว แต่กรมที่ดินได้ให้เจ้าของที่ดิน ซึ่งอยู่บริเวณข้างเคียงมาชี้แนวเขตว่า การครอบครองของเจ้าของที่ดินแต่ละแปลงที่ออกโฉนดนั้น แนวเขตข้างเคียงยอมรับความถูกต้องโดยไม่ได้รุกล้ำใครหรือไม่ด้วย


นโยบายมท3ข้างบนต่างจากเเนวทางปฎิบัติของจังหวัดภูเก็ต


     
       “โฉนดที่ดินเมื่อออกมาแล้วจะสมบูรณ์จนกว่าจะถูกเพิกถอนทุกแปลง ไม่ว่าจะเป็นของนายประเกียรติ นาสิมมา ..สัดส่วนพรรคเพื่อไทย หรือของนายถาวร เสนเนียม หรือของนายแทน เทือกสุบรรณ ถ้ามีโฉนดอยู่จะเป็นเอกสารที่ถูกต้องสมบูรณ์ จนกว่าจะถูกเพิกถอนไม่อย่างนั้นก็ไม่มีใครเชื่อเอกสารของทางราชการแล้ว รวมทั้งกรณีของนายนิพนธ์ด้วย เพราะฉะนั้น เมื่อนายนิพนธ์ซื้อที่ดินมาพร้อมโฉนดก็ต้องไปพิสูจน์ ถ้าไม่พิสูจน์เรื่องนี้ก็จะหวาดผวากันหมด เช่นใครไปซื้อที่ดินซักแปลงหนึ่งก็หวาดผวาไม่รู้จะถูกเพิกถอนหรือไม่ คราวนี้ก็ยุ่งเลยรมช.มหาดไทย
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้ได้มอบนโยบายให้อธิบดีกรมที่ดินไปหรือไม่ รมช.มหาดไทย กล่าวว่า ไม่ได้มอบนโยบาย แต่ให้ปฏิบัติตามกฎหมาย
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เกรงว่าจะมีการเอื้อประโยชน์กัน เพราะเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งนั้น นายถาวรกล่าวว่า เรื่องนี้กรมที่ดินเขาพิสูจน์กันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นแกนนำหรือสมาชิกธรรมดา เมื่อซื้อที่ดินมาโดยสุจริต หากถูกเพิกถอนก็ไปฟ้องกรมที่ดินได้ ฟ้องผู้ขายและเรียกร้องค่าเสียหายก็ได้ ซึ่งขณะนี้นายแทนเป็นฝ่ายที่เสียหายถ้าถูกเพิกถอนก็สามารถฟ้องได้ อย่างน้อยก็ฟ้องศาลปกครองและเรียกค่าความเสียหายจากกรมที่ดิน
     
       ส่วนที่ฝ่ายค้านลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลเตรียมนำไปอภิปรายในสภานั้น นายถาวรกล่าวว่า ไม่ต้องอภิปรายหรอก ไปพิสูจน์ได้เลย เพราะไม่อย่างนั้นคงต้องอภิปรายกันหลายรอบ การหาความถูกต้องแค่รอบเดียวก็รู้แล้ว
     
       “เรื่องนี้ถ้าคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (...) ให้ไปชี้แจงก็ยินดีที่จะไปชี้แจง ซึ่งเจ้าของที่ดินก็ประกาศชัดเจนแล้วว่า ถ้าผิดก็พร้อมที่จะเพิกถอน คือไม่ทำตัวเป็นช่างรังวัดเสียเอง ไม่ทำตัวเป็นคนออกโฉนดเสียเอง ถ้าพิสูจน์ออกมาอย่างไรก็ทำตามนั้น ซึ่งก็ต้องรีบทำเพราะถ้าไม่รีบก็จะโดนฝ่ายค้านขย่ม ก็ต้องขอให้กรมที่ดินทำงานให้เร็ว ซึ่งยืนยันว่าผมไม่ได้ช่วยนายสุเทพ และกรมที่ดินก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอะไร แต่ผมก็ไปเร่งรัดเจ้าหน้าที่ไม่ได้ ต้องให้เขารอบคอบเพราะมีผลกระทบต่อกรมที่ดินเอง และมีผลกระทบต่อการซื้อขาย ความน่าเชื่อถือ ของเอกสารสิทธิ์ทางราชการด้วยรมช.มหาดไทยกล่าว
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า เรื่องนี้จะมีผลกับพรรคมากน้อยแค่ไหน นายถาวรกล่าวว่า ไม่มีผลต่อพรรค ประชาธิปัตย์ไม่ได้มีปัญหาเรื่องที่ดินตลอดเวลา แต่เป็นเรื่องปกติไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องซื้อที่ดินกันเลย เมื่อถามว่า นายสุเทพ และนายนิพนธ์ มาบ่นหรือมาขอให้ช่วยสอบเรื่องเอกสารสิทธิบ้างหรือไม่ รมช.มหาดไทยกล่าวว่า ไม่มี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่กรมที่ดินจะต้องไปตรวจสอบ เพื่อให้เกิดความถูกต้อง เพราะมีปัญหาอยู่บ่อยมาก คนที่จะซื้อที่ดินต้องให้เจ้าหน้าที่ไปรังวัดสอบเขตความถูกต้องของเอกสารสิทธิ หากไม่มั่นใจ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะเกิดความคลาดเคลื่อนได้
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า ตามปกติ ..1 นอกจากที่มีสาขาแล้วในกรมที่ดิน ต้องมีสำเนาอยู่ด้วยหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า ไม่มี จะมีแต่สารบบรวม ซึ่งต้นฉบับจะอยู่ที่นั่น เมื่อถามว่า ถ้าเป็นบิลมาจะมีในสารบบหรือไม่ รมช.มหาดไทยกล่าวว่า ถ้าเป็นบิลก็ไม่มี
     
       ส่วนที่ฝ่ายค้านนำหลักฐานออกมาแสดงว่า พื้นที่ใกล้เคียงกับที่ดินของนายนิพนธ์ไม่มี ..1 นายถาวรกล่าวว่า บางรายขี้เกียจไปแจ้งกรมที่ดินก็ไม่แจ้ง ดังนั้นเมื่อไม่แจ้งเขาก็ไม่ออกให้ และไม่ใช่เฉพาะที่เกาะสมุย แต่มีทุกภาค ทุกพื้นที่ของประเทศ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าการประชาสัมพันธ์ของรัฐเมื่อ 50 ปีที่แล้วไม่ทั่วถึง หรือทั่วถึงแต่ปล่อยปละละเลยจนเลยเวลา
     
       ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคประชาธิปัตย์จะประวัติศาสตร์ซ้ำรอยเรื่องที่ดินอีกหรือไม่ นายถาวรกล่าวว่า ตนไม่เชื่อว่าจะเป็นแบบนั้น แต่ในเรื่องที่ดินเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทุกยุคสมัย เพราะเป็นผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับปากท้องของประชาชนและทุกคนก็อยากมีไว้ครอบครอง และไปเจอของถูกต้อง ของดีก็ไม่เป็นไรแต่ถ้าไปเจอของที่ไม่ดีของที่คลาดเคลื่อนก็เป็นปัญหาและต้องแก้กันไป


วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553







พ่อเมืองภูเก็ตอัดเสือกระดาษ


หนังสือพิมพ์เสียงใต้ 19 ส.ค. 2552


หวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมเมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 18 ส.ค. ที่ห้องประชุมสำนักงานที่ดินจังหวัด ภูเก็ต นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม


บริเวณจังหวัดภูเก็ต ครั้งที่ 4/2552 เพื่อพิจารณาการจัดทำรายงานของบริษัท ที่ปรึกษาในการขออนุญาตก่อสร้างโครงการต่างๆ ของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่กฎหมายกำหนดให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม


ในการประชุมครั้งนี้ได้แจ้งให้ทราบถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณา รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งคณะทำงานพิจารณากลั่นกรองรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมในเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมจังหวัดภูเก็ต โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 9มิถุนายน 2552-วันที่ 8 มิถุนายน 2555


นอกจากนี้ยังได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการที่มีการขอเปลี่ยนแปลงชื่อและบริษัทผู้ดำเนินโครงการ ขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียดโครงการ การแก้ไขผังโครงการ การรับรองรายงานการประชุมของคณะกรรมการฯ ในคราวประชุมครั้งที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2552จำนวน 35 โครงการ และรับรองรายงานการประชุมตามหนังสือที่ ภก 0013.2/1150 ลงวันที่ 19พฤษภาคม 2552 ซึ่งมีโครงการเสนอขอเปลี่ยนแปลงรายละเอียด 3 โครงการ มีการจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จำนวน 8 โครงการ มีมติเห็นชอบ 5 โครงการ และไม่เห็นชอบ 3 โครงการ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น จำนวน 24 โครงการ เห็นชอบทั้งหมด รวมทั้งยังได้มีการพิจารณากรณีที่จังหวัดภูเก็ตได้รับรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (IEE) และรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครง การด้านที่อยู่อาศัยและบริการชุมชน ใน ระ หว่างวันที่ 31 มีนาคม-วันที่ 26 มิถุนายน 2552 จำนวน 39โครงการ ต่อมาได้มีผู้ขอถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมจำนวน 2 โครงการ โดยผลการประชุมพิจารณากลั่นกรองรายงานฯในคราวการประชุมเมื่อ วันที่ 15 กรกฎาคม 2552 มีมติเห็นชอบรายงานในเบื้องต้น จำนวน 22 โครงการ และมีมติเห็นชอบรายงานฯ โดยมีเงื่อนไข จำนวน 13 โครงการและมีมติไม่เห็นชอบจำนวน 2 โครงการ


ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตยังสั่งขอชะลอการพิจารณาให้ความเห็นชอบโครง การโรงแรม ทัช เอ็กโซติก้า รีสอร์ท แอนด์สปา ซึ่งตั้งอยู่ที่ หมู่ 3 บ้านเกาะโหลน ต.ราไวย์ อ.เมืองภูเก็ต ของบริษัททัช เอเชีย (ประเทศไทย) จำกัด แม้ว่าจะมีการเสนอเพื่อให้เห็นชอบเนื่องจากมีการดำเนินการต่างๆ ครบตามขั้นตอน โดยขอไปดูในรายละเอียดและพูดคุยกับนักวิชาการของสถาบันวิจัยและพัฒนาทรัพยากรทางทะเล ชายฝั่งทะเล และป่าชายเลน ซึ่งได้เสนอหนังสือยืนยันเห็นชอบในมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อทรัพยากรชายฝั่งทะเล แบบมีเงื่อนไข เนื่องจากโครงการดังกล่าวสร้างอยู่บนเกาะ ซึ่งผลกระทบที่จะเกิดกับทรัพยากรทางทะเลมาจากการขนส่งวัสดุอุปกรณ์ในการก่อสร้าง






อย่างไรก็ตามนายวิชัยได้กล่าวให้นโยบายกับคณะกรรมการฯ ว่า การจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมานั้นได้มีการกำหนดอำนาจและหน้าที่อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องทำหน้าที่ในการพิจารณารายละเอียดของโครงการที่นำเสนอมาให้รอบคอบ หากไม่แน่นอนก็จะต้องมีการตรวจสอบให้ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เพราะการที่จะแก้ไขโดยเฉพาะเมื่อมีการก่อสร้างแล้วเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

มท.3 จี้เร่งออกเอกสารสิทธิที่ดินกว่าพันแปลงที่ภูเก็ต
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์4 มิถุนายน 2553 15:53 น.




ศูนย์ข่าวภูเก็ต - “ถาวร เสนเนียม” มท.3 ลงเรียกประชุมหน่วยงานเกี่ยวข้องจี้เร่งออกเอกสารสิทธิที่ดินที่ชาวบ้านยื่นขอ 1,400 แปลง เผยหากแปลงใดล่อแหลมต่ออยู่ในที่ดินของรัฐให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งบูรณาการโดยเร่งด่วน




วันนี้ (4 มิ.ย.) ที่ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดภูเก็ต นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมติดตามการปฎิบัติราชการเกี่ยวกับงานที่ดินตามนโยบายรัฐบาลของจังหวัดภูเก็ต โดยมีนายเรวัต อารีรอบ ส.ส.ภูเก็ต พรรคประชาธิปัตย์ นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ผู้บริหารระดับสูงของจังหวัด พล.ต.ต.พิกัด ตันติพงศ์ ผบก.ภ.จว.ภูเก็ต นายไพฑูรย์ เลิศไกร เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต นายอำเภอเมืองภูเก็ต นายอำเภอกะทู้ นายอำเภอ ถลาง ตลอดจนหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมและบรรยายสรุปแนวทางการปฎิบัติงานของสำนักงานที่ดินจังหวัด และสำนักงานที่ดินสาขา อ.กะทู้ และ อ.ถลาง



นายถาวรกล่าวว่า การมาครั้งนี้เพื่อตรวจราชการตามปกติ ทั้งในเรื่องของการบริการประชาชนของสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตว่าได้ดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและตามนโยบาย 3 สุขของตน รวมถึงการประนอมข้อพิพาท เพื่อขจัดความขัดแย้งในเรื่องของที่ดิน ที่สำคัญ คือ การเร่งรัดออกโฉนด แม้ว่าภูเก็ตจะไม่มีคณะเดินออกสำรวจโฉนด แต่มีการยื่นคำขอออกโฉนดบนพื้นที่ที่ล่อแหลมต่อการถูกตรวจสอบ และการให้บริการประชาชนน้อยที่สุด มีจำนวนคำขอประมาณ 1,000 กว่าคำขอที่จะต้องเร่งรัดให้ดำเนินการตามพื้นฐานของความถูกต้องและโปร่งใส



โดยเฉพาะหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น เนื่องจากจะต้องมีส่วนร่วมในการรับรองแนวเขตเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังจะได้แจ้งให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้เตรียมความพร้อม เพื่อรองรับการประกาศใช้พระราชบัญญัติจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่จะบังคับใช้ในเร็วๆนี้อีกด้วย



นอกจากนี้ยังได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ที่ดินเตรียมความพร้อมในการออกโฉนดชุมชนให้แก่ประชาชนที่เข้าไปอยู่อาศัยและทำกินในที่ดินของรัฐ เนื่องจากขณะนี้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการจัดให้มีโฉนดชุมชนได้ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีไปแล้ว รวมถึงการเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการจัดให้มีธนาคารที่ดิน โดยรัฐบาลจัดตั้งองค์การมหาชนขึ้นมาทำหน้าที่ในการรวบรวมที่ดินของรัฐ หรือรัฐซื้อที่ดินของเอกชนที่ตกเป็นหนี้เอ็นพีแอล หรือเหมืองร้างที่หมดสภาพแต่สามารถนำมาจัดเป็นที่ทำกินให้กับประชาชนได้ โดยเปิดโอกาสให้คนในพื้นที่ได้ยื่นข้อเสนอ เพื่อเข้าสู่ขบวนการการกระจายการถือครองที่ดิน



นอกจากนี้ยังให้จังหวัดเตรียมความพร้อมรองรับการประกาศใช้ พ.ร.บ.ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง เพราะผู้ว่าฯ จะเป็นประธานคณะอนุกรรมการระดับจังหวัดในการประเมินภาษีร่วมกับท้องถิ่น โดยปัจจุบันทั่วประเทศสามารถจัดเก็บภาษีโรงเรือนและภาษีบำรุงท้องที่ได้ปีละประมาณ 15,000 ล้านบาท หาก พ.ร.บ.ดังกล่าวประกาศใช้ โดยกรมที่ดินได้ดำเนินการนำเอาโฉนดที่ดิน 30 กว่าล้านแปลง และเอกสารอาคารชุดอีกประมาณ 5 แสนฉบับไว้ในศูนย์ข้อมูลที่ดินแห่งชาติ จะทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีที่ดินให้กับท้องถิ่นได้อีกเป็นจำนวนมาก คาดกว่าจะสามารถจัดเก็บได้ถึง 100,000 ล้านบาท ซึ่งรายได้ดังกล่าวจะมีการแบ่งให้กับท้องถิ่นส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหนึ่งนำเข้ารัฐบาลกลาง กับหักเป็นค่าบริการ นายถาวรกล่าว



นายถาวรกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในส่วนของการออกโฉนดที่ดิน ซึ่งกรมที่ดินมองว่าการออกโฉนดที่ดินในภูเก็ตเป็นงานยาก เนื่องจากมีสภาพพื้นที่เป็นภูเขาและบางส่วนอยู่ในเขตที่ดินของรัฐ ซึ่งจากการที่ทางเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดรายงานพบว่า เป็นงานที่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานของรัฐกันเอง เป็นพื้นที่ทับซ้อนมีคดีความโต้แย้งกรรมสิทธิ์ แนวเขตไม่ชัดเจน จึงต้องใช้ความระมัดระวังค่อนข้างมากในการออกโฉนดแต่ละแปลงเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ซึ่งที่ดินที่มีปัญหามีอยู่ประมาณ 1,400 กว่าแปลง เช่น บริเวณทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์เขาขาด ต.วิชิต อ.เมืองภูเก็ต จำนวน 100 แปลง บริเวณเขานาคเกิด เป็นต้น ได้มีการเร่งรัดโดยให้ประสานกับหน่วยงานข้างเคียงในการร่วมกันเซ็นต์รับรองหรือการอ่านแปลภาพถ่ายทางอากาศ



ทั้งนี้ ได้มอบหมายผู้ว่าราชการจังหวัดไปดำเนินการจัดทำข้อตกลงในลักษณะของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว เพราะระดับผู้บังคับบัญชามีหน่วยงานที่ จ.นครศรีธรรมราชกับ จ.กระบี่ แต่ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ในพื้นที่ ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดต่อประสานค่อนข้างนานทำให้เกิดความล่าช้า



วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ติดต่อผู้ตรวจ

นายขจรศักดิ์  สิงโตกุล
08-9897-9275
เขตที่ 4  กาญจนบุรี นครปฐม ราชบุรี  สุพรรณบุรี
เขตที่ 7 ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง
นายณัฐพล  ธานีรัตน์
นายวรุตม์  ราชพิตร
08-2782-0604
08-1845-7576
0-2225-7281
50284-5
(33,34)







แนวทางและขั้นตอนการดําเนินการเรื่องราวรองทุกข์

 การดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องรองเรียน/รองทุกข ไดมีการกําหนดแนวทางและขั้นตอนใน 
ขั้นตอนการปฏิบัติงาน ดังตอไปนี้ 
1.การรับและลงทะเบียนหนังสือรองเรียน/รองทุกข 
   - กรณีรองเรียนเปนหนังสือที่สงมาจากหนวยงานภายนอกและภายในกระทรวงมหาดไทย รวมทั้ง 
ที่มารองเรียนดวยตนเอง 
2. การเสนอผูบังคับบัญชาสั่งการตรวจสอบ 
     2.1 ปลัดกระทรวงมหาดไทย/หัวหนาผูตรวจราชการ มท. สั่งการ  
         - หนวยงานรัฐวิสาหกิจ/สวนราชการ/จังหวัด ตรวจสอบขอเท็จจริงแลวรายงานผลใหทราบ 
         - มอบหมายใหผูตรวจราชการ มท. ไปตรวจสอบ/สอบสวนและสดับตรับฟงขอเท็จจริง 
ตลอดจนเสนอแนะแนวทางแกไขปญหา แลวรายงานใหทราบ 
         - แตงตั้งคณะกรรมการประกอบดวยผูแทนสวนราชการหรือหนวยงานที่เกี่ยวของไปสอบสวน 
ขอเท็จจริง  ตลอดจนเสนอแนะแนวทางการแกไขปญหา  แลวรายงานผลใหทราบ 
    2.2 ผูตรวจราชการ มท. สั่งการ 
         - จังหวัด ตรวจสอบขอเท็จจริงกรณีเปนเรื่องรองเรียนขาราชการที่มีระดับต่ํากวารองผูวา 
ราชการจังหวัด (ตั้งแตปลัดจังหวัดลงมา) และเรื่องรองเรียนในแตละเขตตรวจราชการที่ ผต.มท.แต 
ละเขตรับผิดชอบ 
3. การติดตามผลการดําเนินการ 
    เมื่อมีการแจงใหหนวยงานรัฐวิสาหกิจ/สวนราชการ/จังหวัดตรวจสอบขอเท็จจริงแลว  หากพน 
กําหนดระยะเวลา แลวยังไมไดรับรายงานผลจะมีการแจงเตือนเปนระยะๆ ดังนี้ 
    - เตือนครั้งที่ 1 เมื่อครบกําหนด 30 วัน 
    - เตือนครั้งที่ 2 เมื่อครบกําหนด 15 วัน  นับตั้งแตไดรับการเตือนครั้งที่
    - เตือนครั้งที่ 3 เมื่อครบกําหนด   7 วัน  นับตั้งแตไดรับการเตือนครั้งที่
4 . การรายงานผล 
    - เมื่อหนวยงานรัฐวิสาหกิจ/สวนราชการ/จังหวัดตรวจสอบขอเท็จจริงและสรุปรายงานผลมายัง 
กระทรวงมหาดไทยแลว  ผต.มท. ดําเนินการสรุป วิเคราะหและรายงานผลการตรวจสอบขอเท็จจริง 
เพื่อนําเรียน ปมท./หน.ผต.มท. ทราบและพิจารณาสั่งการ หรือยุติเรื่อง  ถาเปนกรณีที่เปนเรื่อง 
รองเรียนตอรัฐมนตรีวาการกระทรวงมหาดไทย จะนําเรียน รมว.มท. เพื่อโปรดทราบ  สวนเรื่องยุติ 
แลวจะแจงใหหนวยงานที่สงเรื่องมาใหและแจงใหผูรองทราบตอไป   
5. ระบบ e_inspection 
    - กตร.สป. บันทึกรายละเอียดขอมูลและผลการดําเนินการเรื่องราวรองทุกขในแตละเขตตรวจ 
ราชการ ลงใน computer  ระบบ e_inspection ทาง intranet เพื่อเปนขอมูลในการตรวจสอบเกี่ยวกับ 
เรื่องราวรองทุกขของ ปมท. และผต.มท.ตอไป

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประธานวุฒิสภา (พลตรี มนูญกฤต รูปขจร) ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545

คณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข่าวการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.
ข่าวที่ 4/2546 วันที่ 18 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2546
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
ถนนพิษณุโลก เขตดุสิต กรุงเทพ ฯ 10300
โทร. 0 2282 3161 - 5 โทรสาร. 0 2281 1145 http :// nccc.thaigov.net
             วันนี้ (วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2546) ที่สำนักงาน ป.ป.ช. ได้มีการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยมีนายโอภาส อรุณินท์ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน ผลการประชุม มีเรื่องสำคัญที่ควรแถลงให้สื่อมวลชนทราบ คือ เรื่องที่ประธานวุฒิสภา (พลตรี มนูญกฤต รูปขจร) ได้ส่งคำร้องของ นายชวน หลีกภัย และคณะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวน สมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ถอดถอนรัฐมนตรี จำนวน 9 คน ออกจากตำแหน่ง มาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 305 โดยในวันนี้ที่ประชุมได้พิจารณาไต่สวนกรณีถอดถอนตามคำร้องดังกล่าวแล้วเสร็จ ดังนี้
             กรณีคำร้องขอให้ถอดถอน นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รองนายกรัฐมนตรี
             ประธานวุฒิสภา (พลตรี มนูญกฤต รูปขจร) ได้มีหนังสือลงวันที่ 13 พฤษภาคม 2545 ส่งคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประกอบด้วย นายชวน หลีกภัย และคณะ รวม 132 คน ซึ่งมี จำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสี่ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ถอดถอน นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ รองนายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่ง มาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการ ไต่สวนตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 305 โดยมีข้อกล่าวหาว่า มีพฤติการณ์ส่อไปใน ทางทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่ากระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ หรือส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติ แห่งกฎหมาย โดยให้กรมที่ดินทบทวนกลับคำวินิจฉัยเดิม และให้ออกโฉนดที่ดินให้กับตนเอง ทั้งที่ ที่ดินดังกล่าวไม่สามารถออกโฉนดได้
             การดำเนินการ
             1. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งให้นายชวน หลีกภัย แจ้งข้อเท็จจริงและส่งพยานหลักฐาน เพิ่มเติม
             2. นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้เข้าชื่อร้องขอให้ถอดถอน และได้ รับมอบหมาย ได้มีหนังสือส่งเอกสารและแจ้งข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และต่อมานายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ได้มีหนังสือส่งรายชื่อราษฎร จำนวน 13 ราย ที่ขอออกเอกสารสิทธิในที่ดินเช่นเดียวกับนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่ไม่ได้รับการพิจารณาจากพนักงานเจ้าหน้าที่เหมือนกรณีนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์
             3. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้แจ้งให้นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ทราบถึงเรื่องที่ถูกร้องขอให้ ถอดถอน ซึ่งนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารประกอบการ ชี้แจง
             4. คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้รวบรวมเอกสารหลักฐานจากส่วนราชการและหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง รวมทั้งสอบปากคำบุคคลทั้งสิ้น 29 คน ผลการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริง ดังนี้
             เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ได้มอบหมายให้ผู้รับมอบ อำนาจนำ น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งซื้อมาเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2533 ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และสำนักงานที่ดินจังหวัด ภูเก็ตได้ดำเนินการรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินดังกล่าว ผลการรังวัดและพิจารณาออกโฉนดที่ดิน ปรากฏว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ได้แบ่งแยกมาจาก น.ส.3 ก. เลขที่ 1330 ซึ่ง น.ส.3 ก. เลขที่ 1330 ได้มีการนำเดินสำรวจเพื่อออก น.ส.3 ก. โดยใช้ระวาง รูปถ่ายทางอากาศ ตามนัยมาตรา 58 แห่ง ประมวลกฎหมายที่ดิน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2521 โดยที่ดินไม่มีหลักฐานการแจ้งการครอบครอง แต่ยังไม่สามารถออก น.ส.3 ก. ให้ได้ เนื่องจากมีการรับรองแนวเขตไม่ถูกต้องครบถ้วน ต่อมาได้มี พระราชกฤษฎีกากำหนดให้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเป็นเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ โดยประกาศใน ราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2524 หลังจากนั้นเมื่อได้มีการรับรองแนวเขตครบถ้วนแล้ว เจ้าหน้าที่ได้ออก น.ส.3 ก. เลขที่ 1330 ให้ไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2527 จึงเป็นปัญหาว่า เมื่อได้ มีการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว เจ้าหน้าที่จะดำเนินการแจก น.ส.3 ก. ที่ได้นำเดินสำรวจ ไว้ก่อนแล้วได้หรือไม่ ซึ่งจังหวัดภูเก็ต เห็นว่าสามารถดำเนินการได้ และนำหลักฐาน น.ส.3 ก. มาขอ ออกโฉนดที่ดินได้ แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายและยังไม่มีแนวทางปฏิบัติมาก่อน จังหวัดภูเก็ตจึงได้มี หนังสือลงวันที่ 20 มีนาคม 2541 หารือมายังกรมที่ดิน
             กรมที่ดิน ได้มีหนังสือลงวันที่ 22 ตุลาคม 2541 ลงนามโดยอธิบดีกรมที่ดิน แจ้ง จังหวัดภูเก็ต สรุปว่า เมื่อผู้นำเดินสำรวจได้ครอบครองและทำประโยชน์ต่อเนื่องมาจากผู้ครอบครอง ทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยมิได้แจ้งการครอบครอง แม้ต่อมาจะได้นำพนักงานเจ้าหน้าที่เดินสำรวจ ก็มิได้หมายความว่าจะได้สิทธิในทันที การนำเดินสำรวจเป็นเพียงขั้นตอน หนึ่งในการออก น.ส.3 ก. เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า มีการลงนามและแจก น.ส.3 ก. ภายหลังจากที่ได้มี การประกาศให้บริเวณดังกล่าวเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว จึงเป็นการออก น.ส.3 ก. โดยไม่ชอบด้วย กฎหมาย ให้จังหวัดดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ดังกล่าว โดยให้นำเรื่องเสนอคณะกรรมการประสาน การแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐส่วนจังหวัด (กบร.ส่วนจังหวัด) พิจารณาให้ความเห็นอีกครั้งหนึ่ง
             จังหวัดภูเก็ตได้มีหนังสือลงวันที่ 17 มิถุนายน 2542 ถึงกรมที่ดิน ว่าการครอบครอง น่าจะชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากเป็นการครอบครองโดยเจตนายึดถือเพื่อตน ตามมาตรา 1367 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับมาตรา 6 วรรค 2 แห่งพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 บัญญัติว่า "ที่ดินที่จะกำหนดเป็นเขตอุทยานแห่งชาตินั้นต้องเป็นที่ดินที่มิได้อยู่ในกรรมสิทธิ์ หรือครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายของบุคคลใด" การออก น.ส.3 ก. น่าจะชอบด้วยกฎหมาย จึง ขอให้กรมที่ดินพิจารณาทบทวน
             กรมที่ดินได้มีหนังสือลงวันที่ 27 มกราคม 2543 ลงนามโดยอธิบดีกรมที่ดิน แจ้งยืนยัน ตามความเห็นเดิมไปยังจังหวัดภูเก็ต
             จังหวัดภูเก็ตได้นำเรื่องเสนอ กบร.ส่วนจังหวัดภูเก็ต พิจารณาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 ซึ่ง กบร.ส่วนจังหวัดภูเก็ต เห็นว่าเรื่องดังกล่าวกรมที่ดินได้พิจารณาเป็นที่ยุติแล้ว ประกอบกับ ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของ กบร. ส่วนจังหวัด จะพิจารณา จึงไม่รับพิจารณา และให้สำนักงานที่ดิน จังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
             วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2544 ได้มีพระบรมราชโองการประกาศแต่งตั้งรัฐมนตรี โดย นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ เป็นรองนายกรัฐมนตรี
             ต่อมาจังหวัดภูเก็ตได้มีหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ถึงกรมที่ดิน แจ้งมติของ กบร.ส่วนจังหวัดภูเก็ต และแจ้งความเห็นว่าเจ้าของที่ดินได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนก่อนประกาศ เป็นเขตอุทยาน จึงตกเป็นสิทธิครอบครองโดยชอบตามมาตรา 1367 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณิชย์ จึงเชื่อว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ได้ออกโดยชอบแล้ว และเนื่องจากรัฐบาลปัจจุบันได้ มีนโยบายที่จะให้ส่วนราชการทบทวนแก้ไขระเบียบและกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน และความเป็นจริง จึงส่งเรื่องทั้งหมดไปให้กรมที่ดินพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง
             กรมที่ดินได้มีหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ลงนามโดยรองอธิบดีกรมที่ดินแจ้งจังหวัดภูเก็ตโดยสรุปว่า เจ้าของที่ดินได้นำเดินสำรวจออก น.ส.3 ก. ไว้ก่อนจะมีการประกาศเป็นเขต อุทยานแห่งชาติ ซึ่งขณะนำเดินสำรวจ ที่ดินสามารถออกเอกสารสิทธิได้ ไม่เป็นที่หวงห้าม เมื่อได้นำเดิน สำรวจแล้วย่อมถือได้ว่ายังประสงค์จะได้สิทธิ เมื่อมีเหตุขัดข้องไม่สามารถแจก น.ส.3 ก. ได้ โดยพนักงาน เจ้าหน้าที่ไม่ดำเนินการตามขั้นตอนในขณะนั้น ย่อมถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดของเจ้าของที่ดิน ต่อมา เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนและแจก น.ส.3 ก. ให้แก่ผู้นำเดินสำรวจแล้ว แม้จะเป็นเวลาภายหลังจากที่ได้ ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว ก็ไม่กระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด
             โดยผลของหนังสือกรมที่ดินข้างต้นพนักงานเจ้าหน้าที่จึงได้ออกโฉนดที่ดินเลขที่ 10023 เนื้อที่ 8 - 3 - 44.1/10 ไร่ ให้กับ นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2544 ซึ่งต่อมา ผู้ถูกกล่าวหาได้นำโฉนดที่ดินที่ได้รับฉบับนี้ ไปจดทะเบียนเพื่อค้ำประกันเงินกู้ จำนวน 69 ล้านบาท กับบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน)
             คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีข้อสังเกตในเบื้องต้น ดังนี้
             (1). เหตุใด จังหวัดภูเก็ตจึงได้มีหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ขอให้กรมที่ดิน ทบทวนความเห็นเป็นครั้งที่ 3 ทั้งที่ก่อนหน้านี้ กรมที่ดินได้ยืนยันความเห็นถึง 2 ครั้งแล้วว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 เป็น น.ส.3 ก. ที่ออกโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และให้ดำเนินการเพิกถอน
             จากการไต่สวนโดยสอบปากคำ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องแล้ว ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เป็นการเสนอ ความเห็นเพิ่มเติม ประกอบกับในขณะนั้นได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายที่ดินยกเลิกอำนาจของ ผู้ว่าราชการจังหวัดในการเพิกถอนเอกสารสิทธิที่ดินไปเป็นของอธิบดีกรมที่ดิน และผู้เกี่ยวข้องทุกคน ยืนยันว่าได้เสนอความเห็นไปตามอำนาจหน้าที่ของตนเองโดยปกติ ไม่ได้รับการสั่งการจากนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่อย่างใด
             (2). เหตุใด กรมที่ดินจึงได้ทบทวนความเห็นตามหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 โดยกลับความเห็นเดิมว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
             จากการไต่สวนปากคำ อธิบดีกรมที่ดิน รองอธิบดีกรมที่ดิน และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง ทุกคนต่างยืนยันว่า ได้พิจารณาทำความเห็นไปตามอำนาจหน้าที่ของตนโดยปกติ ไม่ได้รับการสั่งการ จากนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่อย่างใด เช่นกัน
             (3). น.ส.3 ก. เลขที่ 1330 ซึ่งต่อมาได้แบ่งแยกเป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 เป็น น.ส.3 ก. ที่ออกโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
             ประเด็นนี้ ตามแนวความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา และแนวทางปฏิบัติของ กรมที่ดิน นั้น ที่ดินที่มีการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (พ.ศ.2497) ไม่ว่าจะก่อนวันที่พระราชบัญญัติออกโฉนดที่ดิน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2479 ใช้บังคับหรือไม่ หากไม่ได้แจ้งการครอบครอง หรือได้รับการผ่อนผันการแจ้งการครอบครองจาก ผู้ว่าราชการจังหวัด ตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 แล้ว ต่อมาที่ดินนั้นถูกกำหนด เป็นป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หรือมีมติคณะรัฐมนตรี ให้สงวนไว้เป็นป่าไม้ถาวรของชาติไปก่อนแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ให้ได้
             แต่กรณีนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในการพิจารณาออกโฉนดที่ดินให้นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ กลับเห็นว่า ได้มีการนำเดินสำรวจเพื่อออก น.ส.3 ก. ไปก่อนที่จะมีการประกาศเป็น เขตอุทยานแห่งชาติ แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วนในขณะนั้น ไม่ได้เป็นความ ผิดของเจ้าของผู้นำเดินสำรวจ เมื่อได้ดำเนินการครบถ้วนและแจก น.ส.3 ก. ไป แม้จะเป็นเวลาภายหลัง จากประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว ก็ไม่กระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินที่มีอยู่ก่อนแล้ว น.ส.3 ก. ดังกล่าวจึงออกไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ซึ่งเป็นความเห็นใหม่ ที่ไม่มีกรณีตัวอย่างมาก่อน
             สำหรับราษฎรจำนวน 13 รายที่นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ อ้างว่าได้ขอออกเอกสารสิทธิที่ดิน ในบริเวณอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เช่นเดียวกับ นายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ แต่ไม่ได้รับการพิจารณา จากพนักงานเจ้าหน้าที่ นั้น จากการไต่สวนปรากฏว่าราษฎรตามรายชื่อดังกล่าวไม่ได้ยื่นคำขอออก เอกสารสิทธิที่ดินจากสำนักงานที่ดินแต่อย่างใด
             คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ได้จากการไต่สวนทั้งหมด แล้ว เห็นว่า จากการไต่สวนข้อเท็จจริง ฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 23 พฤศจิกายน 2538 นายอุดล ลีนานนท์ ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกกล่าวหา ได้นำ น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ตำบลเชิงทะเล อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาได้ซื้อไว้ ไปยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต แต่ ปรากฏว่าสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจาก น.ส.3 ก. ที่ขอออกโฉนดที่ดินดังกล่าว ได้มีการประกาศให้เป็นเขตอุทยานแห่งชาติก่อนแล้ว โดยกรมที่ดิน ได้มีหนังสือแจ้งให้จังหวัดภูเก็ตทราบว่า กรณีการออก น.ส.3 ก. ที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ซื้อมานั้นไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย และให้จังหวัดภูเก็ตดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ดังกล่าว เมื่อนายอุดล ลีนานนท์ ทราบว่าการออกโฉนดที่ดินมีปัญหาไม่สามารถออกโฉนดได้และจะต้องถูกเพิกถอน จึงได้เดินทางมา พบกับผู้ถูกกล่าวหา ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบดูแล การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ผู้ถูกกล่าวหาได้ให้นายอุดล ลีนานนท์ ไปแจ้งให้เจ้าหน้าที่สำนักงาน ที่ดินจังหวัดภูเก็ต ระงับการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวไว้ก่อน และนายอุดล ลีนานนท์ ได้ดำเนินการ ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาสั่งการ การออกโฉนดที่ดินจึงได้มีการระงับไป ต่อมาเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2544 ก่อนที่จะได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ผู้ถูกกล่าวหา ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพียงหนึ่งวัน จังหวัดภูเก็ตได้นำเรื่องขอออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกกล่าวหา เข้าสู่การพิจารณาของ กบร.จังหวัดภูเก็ต และที่ประชุมได้มีมติไม่รับไว้พิจารณา เนื่องจากกรมที่ดินได้พิจารณาเรื่องนี้เป็นที่ยุติแล้ว และให้ สำนักงานที่ดินจังหวัดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป จังหวัดภูเก็ต จึงได้มีหนังสือลงวันที่ 10 พฤษภาคม 2544 ถึงกรมที่ดิน แจ้งความเห็นว่า เจ้าของที่ดินได้ครอบครองทำประโยชน์เพื่อตนก่อน ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ จึงตกเป็นสิทธิครอบครองที่ดินโดยชอบแล้ว ตามประมวลกฎหมาย แพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1367 จึงเชื่อว่า น.ส.3 ก. ของผู้ถูกกล่าวหาได้ออกโดยชอบแล้ว และได้ส่ง เรื่องให้กรมที่ดินพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งในครั้งนี้ กรมที่ดิน โดยรองอธิบดีกรมที่ดิน ปฏิบัติราชการ แทนอธิบดีกรมที่ดิน ได้มีหนังสือแจ้งจังหวัดภูเก็ต กลับความเห็นเดิมของกรมที่ดิน โดยแจ้งว่า แม้จะ ได้มีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว ก็ไม่กระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว แต่อย่างใด หลังจากนั้น สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตจึงได้ออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 10023 ให้กับ ผู้ถูกกล่าวหา
             จากข้อเท็จจริงที่กล่าวมาแล้วข้างต้น จึงเป็นเหตุให้พิจารณาได้ว่า เหตุที่ได้มีการ ออกโฉนดที่ดิน เลขที่ 10023 ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ก็โดยสืบเนื่องมาจากการที่ผู้ถูกกล่าวหา ได้รับ พระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ เนื่องจากมีพฤติการณ์ของ เจ้าหน้าที่กรมที่ดินที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ส่อไปในทางเอื้ออำนวยประโยชน์ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ในกรณี ดังต่อไปนี้
             1. ผู้ถูกกล่าวหา โดยนายอุดล ลีนานนท์ ได้ยื่นคำขอออกโฉนดที่ดินต่อสำนักงาน ที่ดินจังหวัดภูเก็ตในครั้งแรกแล้ว แต่ปรากฏว่า ไม่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้ เนื่องจาก กรมที่ดิน ในขณะนั้นพิจารณาแล้วเห็นว่า น.ส.3 ก. ที่นำมาขอออกโฉนดเป็น น.ส.3 ก. ที่ออก โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหลังจากที่ผู้ถูกกล่าวหา ได้รับทราบจากนายอุดล ลีนานนท์ ว่า น.ส.3 ก. ดังกล่าวไม่สามารถออกโฉนดที่ดินได้ ผู้ถูกกล่าวหาได้สั่งให้ นายอุดล ลีนานนท์ แจ้งสำนักงานที่ดิน จังหวัดภูเก็ตให้ระงับเรื่องการขอออกโฉนดที่ดินไว้ก่อน แต่ต่อมาก่อนที่ผู้ถูกกล่าวหา จะได้รับพระบรม- ราชโองการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเพียงหนึ่งวัน จังหวัดภูเก็ตกลับหยิบยกเรื่อง การขอออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกกล่าวหามาพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และได้มีการเสนอให้กรมที่ดินพิจารณา ทบทวน ซึ่งในครั้งนี้ กรมที่ดินได้พิจารณากลับความเห็นเดิมที่มีมาแต่แรก และยืนยันมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา โดยมีความเห็นว่า แม้จะได้มีการประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติแล้ว ก็ไม่กระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวแต่อย่างใด เป็นเหตุให้สำนักงานที่ดินจังหวัด ภูเก็ต ออกโฉนดที่ดินที่เป็นปัญหาให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ในที่สุด
             2. ในการพิจารณาทบทวนเกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินของผู้ถูกกล่าวหาตามที่กล่าวแล้ว ใน 1. ปรากฏว่า นักวิชาการที่ดิน 8 ว รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการออกหนังสือ สำคัญ ลำดับที่ 2 รองจากผู้อำนวยการกองการพิมพ์ รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐาน การออกหนังสือสำคัญ ลำดับที่ 1 เป็นผู้รับผิดชอบและเสนอความเห็นในเรื่องการพิจารณาทบทวน เกี่ยวกับการออกโฉนดที่ดินดังกล่าว ซึ่งจากการไต่สวนข้อเท็จจริงในส่วนนี้ ปรากฏว่ารักษาราชการ- แทน ผู้อำนวยการสำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ ลำดับที่ 1 ได้เคยพิจารณาเรื่องนี้และ มีความเห็นมาโดยตลอดว่า การออก น.ส.3 ก. ที่ผู้ถูกกล่าวหานำมาขอออกโฉนด เป็นการออก น.ส.3 ก. ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถดำเนินการออกเป็นโฉนดที่ดินได้ และเห็นควรให้ จังหวัดภูเก็ต ดำเนินการเพิกถอน น.ส.3 ก. ดังกล่าว ซึ่ง รักษาราชการแทน ผู้อำนวยการสำนัก มาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ ลำดับที่ 2 เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 7 ก็เคย เป็นผู้พิจารณาเรื่องตามลำดับชั้น โดยเห็นด้วยกับความเห็นที่เจ้าหน้าที่ได้พิจารณาเสนอตอบข้อหารือ ว่า กรณีดังกล่าวต้องห้ามมิให้ออกหนังสือสำคัญรับรองการทำประโยชน์ถึงสองครั้ง แต่ในครั้งนี้กลับมี ความเห็นในลักษณะที่สามารถดำเนินการออกโฉนดที่ดินได้
             3. หนังสือกรมที่ดิน ซึ่งตอบข้อหารือของจังหวัดภูเก็ต ฉบับลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 ปรากฏว่า สำเนาหนังสือที่เก็บรักษาไว้ที่สำนักมาตรฐานการออกหนังสือสำคัญ มีข้อความไม่ตรงกับ ต้นฉบับหนังสือที่ส่งไปให้จังหวัดภูเก็ต โดยปรากฏว่า มีการแก้ไขข้อความที่เป็นสาระสำคัญจากความ เดิมที่ว่า "ก็ไม่น่าจะกระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินของบุคคล................" เป็น "ก็ไม่ กระทบกระเทือนสิทธิครอบครองในที่ดินของบุคคล.........." ซึ่งในกรณีนี้ รองอธิบดีกรมที่ดิน ผู้ลงนาม ในหนังสือ ได้ให้การยอมรับว่า เป็นผู้แก้ไขข้อความในหนังสือดังกล่าว
             4. หลังจากที่สำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ต ได้ออกโฉนดที่ดินให้กับผู้ถูกกล่าวหา เมื่อ วันที่ 7 สิงหาคม 2544 ก็ปรากฏว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้จำนองที่ดินแปลงนี้กับโฉนดที่ดินอีกแปลงหนึ่ง ของผู้ถูกกล่าวหา เนื้อที่ 36 ไร่ เป็นประกันเงินกู้กับบริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด (มหาชน) รวม จำนวน 69 ล้านบาท ในวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2545 ภายหลังจากที่ได้มีการออกโฉนดที่ดิน เพียง 6 เดือน
             ด้วยพฤติการณ์ของเจ้าหน้าที่กรมที่ดินและผู้ที่เกี่ยวข้องข้างต้น ไม่น่าเชื่อว่า จะเป็น การปฏิบัติหน้าที่ราชการตามปกติ ตามครรลองของข้าราชการที่จะพึงกระทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ และรักษาไว้ซึ่งประโยชน์ของทางราชการ หากแต่การไต่สวนข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏถ้อยคำของ พยานบุคคล หรือพยานหลักฐานอื่นใดที่จะฟังได้ว่า ผู้ถูกกล่าวหา ได้ใช้อำนาจหน้าที่สั่งการไม่ว่า จะโดยตรงหรือโดยอ้อมให้กรมที่ดินทบทวนและกลับคำวินิจฉัยเดิม เพื่อให้มีการออกโฉนดที่ดินให้ กับผู้ถูกกล่าวหา
             คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติว่า ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป สำหรับ เจ้าหน้าที่กรมที่ดิน ซึ่งจากการไต่สวนข้อเท็จจริงพบว่า ได้พิจารณาทบทวนความเห็นตามหนังสือลงวันที่ 13 กรกฎาคม 2544 โดยกลับความเห็นเดิมว่า น.ส.3 ก. เลขที่ 1448 และ 1449 ของนายพิทักษ์ อินทรวิทยนันท์ ออกโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว นั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้สำนักงาน ป.ป.ช. แยกเรื่องเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก

ลองหันมามองเจตนาของ ป.ที่ดินม.5


    ต้องหันมามองเจตนาของ ป.ที่ดิน...ม.5 แห่ง พ.ร.บ.ให้ใช้...เพียงแต่ให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์(ต้องทำประโยชน์ด้วย) แจ้ง ส.ค.๑...แต่ไม่ก่อให้เกิดสิทธิใหม่แก่ผู้แจ้ง..สิทธิมีมาอย่างไรให้เป็นไปตามนั้น   ส่วนการออกโฉนดให้ชาวบ้านได้เท่าไหร่นั้น..เป็นเรื่องของเจตนารัฐ ที่ต้องการจัดที่ดินให้อย่างเป็นธรรม  อย่างสมัยก่อนเคยกำหนดสิทธิที่จะได้..โดยกำหนดจากเนื้อที่เป็นหลักตามศักดินา ไม่เกิน50ไร่ ไม่เกิน100ไร่อย่างนี้เป็นต้น...ทุกอย่างล้วนแล้วแต่รัฐเป็นผู้กำหนดเอง....
          สมัยนี้รัฐกำหนดให้  ม.58  รัฐสมควรให้เอกสารสิทธิก็จะประกาศดำเนินการไป  อีกส่วน ม.59 ให้ผู้ มีสิทธิครอบครอง เป็นผู้มาขอออกเอกสารสิทธิเอง  ส่วน ม.59 ทวิ ให้ผู้ครอบครองและทำประโยชน์ก่อน ป.ที่ดิน คำพูดในเนื้อหาของกฎหมายในแต่ละมาตราจะไม่เหมือนกัน แต่นั้นก็เป็นเจตนาของรัฐที่ต้องการจัดที่ดินให้กับราษฎรทั้งสิ้น  เพื่อไม่ให้เกิดความวุ้นวายในการจัด กฎหมายกำหนด ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่งฯ  ว่าไปตามหลักเกณฑ์ ที่คณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติกำหนด โดยออกเอกสารสิทธิในที่ดินได้เท่าที่  ครอบครองและทำประโยชน์.....เราจึงต้องมีพนักงานเจ้าหน้าที่ออกไปพิสูจน์ว่าปัจจุบันมีการครอบครองและทำประโยชน์เท่าไหร่....ก็ออกเอกสารสิทธิในที่ดินไปตามนั้น
        แต่เผอิญเกิดปัญหา....การมีสิทธิครองครอง ที่เกิดจากการแจ้ง ส.ค.๑ มีบางด้านจดป่า หรือจดรกร้างว่างเปล่า...มันจะเกิดสิทธิครองครองตั้งแต่แรกแค่ใหน...หาข้อยุติยาก...คณะกรรมการฯจึงกำหนดให้ด้านทีติดด้านนั้นให้ใช้ระยะเป็นหลักในการออก....เป็นเพียงใช้เพื่อ  ในการแก้ปัญหาในการบุกรุกที่ดินของรัฐเพิ่มเติม....แต่ถ้าหากไม่มีเขตติดต่อกับที่ดินของรัฐก็ยังมีมาตราอื่นให้โอกาสยื่นขอออกได้อีก....ทำให้เห็นได้ว่า  ถ้าไม่ใช่ที่ดินของรัฐ...รัฐยังมีเจตนาจะออกเอกสารสิทธิให้กับราษฎร...

       นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้เรายิ่งสับสนกันไปใหญ่...อธิบดีสมัยหนึ่ง...ได้รับการอธิบายจากช่างเกี่ยวกับงานแผนที่  เพราะสาเหตุเนื่องจากมีระยะเข้ามาเกี่ยวข้อง  อธิบายในฐานะช่างแผนที่  ต้องบังคับระยะ3ด้านเพื่อไม่ให้แผนที่โปร่งพองออกด้านข้าง  ไม่ได้คำนึงถึงหลักกฎหมายว่าจะก่อให้เกิดสิทธิครอบครองแก่ผู้แจ้งอย่างใด   อธิบดีจึงสั่งใช้ระยะ3ด้านบังคับ  หนังสือเวียนยังไม่ได้ถูกยกเลิกแต่กลับกลายมาเป็นเงื่อนไข ช่องทางของเจ้าหน้าที่ ..........ที่พูดไปนี่ก็เพื่อที่จะให้ทุกท่านหันมามองเจตนาของกฏหมาย......ผมเขียนไปก็ยาวไปเลื่อย...ขอหยุดน่ะครับ
                    

ผู้ว่าฯ ภูเก็ตลงพื้นที่ตรวจสอบการร้องเรียนชาวบ้านกลุ่มนายทุน


วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552

ผู้ว่าฯภูเก็ต สอบนายทุนรุกที่

บุกรุกที่สาธารณะบ้านเมืองใหม่


เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 14 ต.ค. 52 นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต นำกำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ที่ดินอำเภอถลาง และเจ้าหน้าที่จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเขาตรวจสอบพื้นที่การบุกรุกที่สาธารณะของกลุ่มนายทุนและชาวบ้านที่บ้านเมืองใหม่ ม. 5 ต. เทพกระษัตรี อ. ถลาง จ. ภูเก็ต ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า พื้นที่ดังกล่าวมีเนื้อที่กว่า 30 ไร่เศษ ได้มีชาวบ้านมาปลูกสร้างอาคารแล้วกว่า 10 หลัง โดยระหว่างการตรวจสอลได้มีกลุ่มชาวบ้านนำโดยนายเชิดชัย วงศ์เสรี นายณรงค์ฤทธิ์ รอดคำ เข้ามาชี้แจงกับผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ตว่ามีหลักฐานเป็นเอกสารโฉนดที่ดิน

นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวว่าที่ดินแปลงดังกล่าวมีโฉนด ตราจอง การที่เจ้าหน้าที่มาจับกุมถือว่า ดำเนินการไม่ถูกต้อง ไม่มีเอกสารอะไรมาชี้แจงว่ามีการบุกรุก แต่กรณีนายทุนมีโฉนดที่ดิน นส.3 ก จำนวน 11 ไร่ มีการบุกรุกเพิ่มเป็น 25 ไร่ ทำไมไม่จับกุม ที่สำคัญมีการปิดถนนหนทางเข้าออกที่ชาวบ้านใช้ทำมาหากินในหมู่บ้านด้วย

ด้านนายอดุลย์ ชูทอง ปลัดอำเภอถลาง กล่าวว่า ในการตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าว จากสำนักงานที่ดินจังหวัดภูเก็ตส่วนแยกอำเภอถลาง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่และเจ้าหน้าที่ป่าไม้พบว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นที่ดินตาม พ.ร.บ. กฎหมายป่าไม้ 2484 ไม่มีเอกสารสิทธิ ไม่มีโฉนดที่ชัดเจน ชี้แนวเขตไม่ได้ การที่ชาวบ้านอ้างว่ามีเอกสารสิทธิเพื่อประวิงเวลาเท่านั้น

ด้านนายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้มีการสั่งการให้ทางเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ชลอการจับกุมไปก่อน และให้เข้าไปตรวจสอบหลักแนวเขตโฉนดที่ดินใหม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทั้ง 2 ฝ่าย 



ที่มา พลังชน

----------------------------------------------------------------------

ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12



ข้อกฎหมาย

Item Thumbnail



Item Thumbnail


Item Thumbnail




มาตรา59ตรี หากเนื้อที่ใหม่ต่างจาก ส.ค.๑ให้ออกเท่าที่ทำประโยชน์โดยปฏิบัติไปตาม ระเบียบคณะกรรมการจัดฯ ฉ.12..ซึ่งระบุว่าถ้าออกตาม 59ตรี มีระยะและข้างเคียงตรงตาม ส.ค.๑ ออกเท่าที่ทำประโยชน์แล้วแต่ไม่เกินจำนวนที่คำนวณได้...ตรงนี้ไม่โอกาสเป็นไปไม่ได้ ระยะกว้างยาวอย่างละเส้น วัดใหม่ได้อย่างละเส้น ข้างเคียงตรงกับ ส.ค.๑ ออกได้เลย 1 ไร่ แต่ถ้าทำประโยชน์แล้วคำนวณได้แค่2งาน ก็ให้ออกได้แค่2งาน ส่วนที่เหลืออีก2งานไม่ออกให้....จึงมีขยักที่สอง...หากระยะผิดพลาดคลาดเคลื่อน...ออกเท่าที่ทำประโยชน์โดยต้องมีการรับรองเขตครบ....คำว่ารับรองเขตครบเป็นอย่างไร ได้ขยายความไว้ใน

ข้อ9 ของระเบียบฯ....จดป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า...ใช้ระยะเป็นหลัก....เพราะไม่สามารถพิสูจน์ไปได้ไกลขนาดใหนถึงจะถึงป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า เท่ากับในขณะที่แจ้ง.....ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิตาม ป.ที่ดินเท่ากับขณะที่แจ้ง..ส่วนที่ไม่ได้แจ้ง ไม่ก่อให้เกิดสิทธิ "คำว่าออกโฉนดต้องมีการรับรองเขตให้ครบ แล้วขยายคำว่าครบเป็นอย่างไรนั้น" เลยถูกนำมาใช้ทุกกรณี....โดยคิดว่าเป็นวิธีที่ปลอดภัยถูกต้องแล้ว....และก็รักษาสิทธิให้ข้างเคียงจัง....ทำให้ข้างเคียงหรือทุกส่วน มองเป็นหน้าที่ของที่ดินไปเสียแล้ว


Item Thumbnail

ดูชัดๆเลยครับ 12 ข้อ 10 กรณีที่ด้านใหนติดป่าหรือที่รกร้างว่างเปล่า

ความหมายน่าจะพูดถึงที่ดินที่จดที่ว่างเปล่าบนข้อเท็จจริงตามปัจุบัน ไม่ใช้ในสค1ระบุอย่างไรก็ถือตามนั้น กรมที่ดินควรตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเพื่อหาข้อยุติในการบริการประชาชน



Item Thumbnail


ท่านอธิบดีครับฉ12ข้อ8 วรรค 2 กรมสั่งไม่ให้ใช้หรือครับ


ระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินเเห่งชาติฉบับที่ 12 ข้อ 8 วรรค 2

กรณีที่ระยะเเนวเขคผิดพลาดคลาดเคลื่อน ให้พนักงานที่ออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทําประโยชน์เท่าจํานวนเนื้อที่ได้ทําประโยชน์เเล้วเมื่อผู้มีสิทธิ์ในที่ดินข้างเคียงได้ลงชื่อรับรองเเนวเขตไว้เป็นการถูกต้องครบถ้วนทุกด้าน